ท่ามกลางภัยพิบัติที่กำลังเผชิญกันทั่วประเทศ เงินเยียวยา เป็นสิ่งที่หลายครอบครัว ถามหา แม้ว่าจะไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยอาจตอบสนองความต้องการของครอบครัวบางครอบครัวได้
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อให้รัฐบาลจัดซื้อประกันภัยพิบัติครอบคลุมที่อยู่อาศัยกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ (วงเงินเบี้ยประกันราว 15,500 ล้านบาท ความคุ้มครองรวมประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี) จากภัยน้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว ล่าสุดมีการเสนอกรอบนโยบายเพื่อพัฒนาระบบดังกล่าวไม่ให้เป็นเพียง "งบเยียวยารูปแบบใหม่" แต่ต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็ง (Resilience) ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
เปิดช่องว่างนโยบาย จ่ายเงินอย่างเดียว ไม่ช่วยลดความเสี่ยง
เวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Forum) เรื่อง ความพร้อมรับมือภัยพิบัติ (อุทกภัย) ช่องว่างการบริหารการจัดการที่ไม่พร้อม โดยสภาวิจัยแห่งชาติ ได้เสนอรายงานข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้ความกับการให้ความช่วยเหลือ
ระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปัจจุบันยังพึ่งพาการประกาศเขตภัยและการสำรวจที่ล่าช้า ทำให้เงินเยียวยาไม่สัมพันธ์กับความเสียหายจริง แม้การจ่ายเบี้ยประกันแทนประชาชนจะช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่มีการผูกเงื่อนไขกับการผังเมือง มาตรฐานอาคาร หรือระบบระบายน้ำ พื้นที่ที่บริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกับพื้นที่ที่ปล่อยให้เกิดภัยซ้ำซากก็จะได้รับประโยชน์ไม่ต่างกัน ส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณจ่ายเบี้ยและสินไหมซ้ำซากทุกปีโดยที่ความเสี่ยงไม่ได้ลดลง
ถอดบทเรียนต่างประเทศ 5 กลไกเปลี่ยนประกันภัยเป็นแรงจูงใจ
มาดูการศึกษารูปแบบประกันภัยพิบัติในต่างประเทศ เช่น สเปน (CCS), ฝรั่งเศส (Cat Nat), นิวซีแลนด์ (NHC), สหรัฐฯ (NFIP), และญี่ปุ่น พบกลไกสำคัญ 5 ประการที่ไทยคว นำมาปรับใช้
Community Rating System (สหรัฐฯ) ให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยแก่ประชาชนทั้งเมือง หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีผลงานการจัดการความเสี่ยง เช่น จัดทำแผนที่น้ำท่วม หรือเว้นพื้นที่รับน้ำ
Build Back Better (สหราชอาณาจักร/สหรัฐฯ) แยกวงเงินซ่อมแซมปกติ ออกจากเงินเสริมความคุ้มกัน (เช่น ยกระดับระบบไฟฟ้า ทำประตูกันน้ำ) เพื่อไม่ให้บ้านกลับไปเปราะบางแบบเดิม
Prevention Fund (ฝรั่งเศส) นำรายได้ส่วนหนึ่งจากระบบประกันภัยเข้ากองทุน (Fonds Barnier) สนับสนุนงานป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุในระดับพื้นที่สูงถึง 80%
Data Sharing (นิวซีแลนด์) ส่งคืนข้อมูลสินไหม (Claims Data) ให้ท้องถิ่นนำไปใช้วางผังเมืองและแก้ไขจุดเสี่ยงซ้ำซาก
Structural Discount (ญี่ปุ่น/แคลิฟอร์เนีย) สร้างแรงจูงใจให้ปรับปรุงอาคารเก่าให้ทนทานต่อแผ่นดินไหว
ข้อเสนอ 5 ประการ พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติไทย
เนื่องจากประเทศไทยเป็นรูปแบบที่รัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันแทนประชาชน ประชาชนจึงไม่ได้ประโยชน์จากส่วนลดเบี้ยประกันโดยตรง ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงเสนอโครงสร้าง 5 ข้อสำคัญ ได้แก่
1. ความคุ้มครองถ้วนหน้า (Universal Coverage) จ่ายเงินฉุกเฉินก้อนแรก (First Payout) อย่างรวดเร็วเมื่อเข้าเกณฑ์ Trigger โดยไม่ต้องสำรวจทีละหลัง
2. จ่ายค่าซ่อม และค่ายกระดับความปลอดภัย (Build Back Better) แยกวงเงินค่าซ่อมแซมตามจริง (เพดาน 100,000 บาท) และเพิ่มวงเงินปรับปรุงบ้านให้ทนทานขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต
3. จัดเกรดท้องถิ่น (Local Resilience Rating) ประเมินประสิทธิภาพ อปท. (ระดับ 1–5) หากท้องถิ่นใดบริหารความเสี่ยงดี จะได้รับงบสนับสนุนการป้องกันภัยและวงเงินปรับปรุงบ้านเพิ่มขึ้น
4. ส่งต่อข้อมูลสินไหมแก้ปัญหาจุดเสี่ยง นำข้อมูลความเสียหายที่ไม่ระบุตัวบุคคล ส่งคืนให้ อปท. นำไปปรับปรุงผังเมือง ทางระบายน้ำ และแผนการลงทุน
5. กันเงินเบี้ยประกันส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันก่อนเกิดภัย จากงบเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทต่อปี ควรกำหนดสัดส่วนเพื่อนำไปใช้ลงทุนป้องกันภัยล่วงหน้า
ข้อเสนอสรุปทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรมองประกันภัยพิบัติเป็นเพียง "กลไกจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ" ประเทศไทยคงต้องเผชิญกับภัยพิบัติอีกมากในอนาคต ถึงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง วิธีคิดในการเยียวยา ช่วยเหลือประชาชน แนวคิด "ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่เชื่อมโยงกับการสร้าง Resilience ระดับท้องถิ่น" เพื่อให้การจ่ายสินไหมทุกครั้งส่งผลให้ความเสียหายในอนาคตลดลงอย่างเป็นรูปธรรม




