ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2565 จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
“ปริญญา" ชี้เก้าอี้ "ประธาน กสทช." จบแล้ว
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความจริงเรื่องมันจบแล้ว และในกรณีนี้ไม่มีประตูสู้ หมดแล้ว เพราะ หากดูตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 8 (2) กำหนดว่ากรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ การที่ นพ.สรณ เป็นนายแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก็ถือว่ามีสถานะเป็น "ลูกจ้าง" อย่างชัดเจน
มาตรา 18 ระบุว่า ผู้ที่มีลักษณะต้องห้าม ต้องลาออกและแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด ต้องทำก่อนที่นายกฯ จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ โดยประธานวุฒิสภาขีดเส้นตายไว้คือวันที่ 10 ม.ค. 2564 แต่ปรากฏว่า นพ.สรณ ยังคงเป็นลูกจ้างจนถึง 12 เม.ย. 2564 จึงถือว่าขาดคุณสมบัติและสละสิทธิ์มาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง
มาตรา 20 (5) หากฝ่าฝืนมาตรา 8 ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง โดยการจะพ้นตำแหน่งอย่างเป็นทางการต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 5 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็คือ "นายกรัฐมนตรี"
เปรียบสถานะเป็น "มะม่วงรอสอย"
กฎหมายไม่ได้เขียนให้การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในตอนแรกเป็นโมฆะ ดังนั้นในทางกฎหมายจึงถือว่าได้เป็นแล้ว แต่การให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง ระบุว่าต้องให้พ้นแบบมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งกรณีนี้คือขาดคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนได้เป็น สถานะของ นพ.สรณ ในขณะนี้ เข้าองค์ประกอบของการพ้นจากตำแหน่งครบถ้วนหมดแล้ว
"มันเหมือนแบบมะม่วงสุก ก็แค่สอยลงมา คือมันจบแล้ว ตอนนี้เพียงแค่รอให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการอย่างเป็นทางการ“ปริญญา อธิบาย
เตือนนายกฯ หากเพิกเฉย ส่อผิด ม.157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่
ปริญญา เตือนว่า ขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะต้องเป็นผู้ส่งหนังสือแจ้งมตินี้ไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ และหากนายกฯ รับทราบมติแล้ว แต่ไม่ยอมดำเนินการนำเรื่องทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ตรงนี้แหละ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เลย
ความแตกต่างกรณีนี้ กับกรณีของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน คือ กรณีนั้นเป็นเรื่องของการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมซึ่งต้องใช้การตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีของ นพ.สรณ เป็นการผิดข้อห้ามเรื่องการเป็นลูกจ้างตามกฎหมายมาตรา 8 อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องมีการตีความ
ห่วง "มติ 4 ปี" หากเป็นโมฆะ ส่อกระทบทั้งระบบ
ปริญญา ได้แสดงความกังวลถึง ผลกระทบที่จะตามมาว่า นอกเหนือจากเรื่องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ต้องพิจารณาว่าต้องคืนหรือไม่แล้ว เรื่องที่ยุ่งยากและเป็นปัญหาใหญ่กว่ามากคือ บรรดามติต่างๆ ที่ลงไป ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หากในท้ายที่สุดผลทางกฎหมายถือว่า นพ.สรณ พ้นตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่ต้น จะทำให้มติทั้งหมดที่ นพ.สรณะ เคยร่วมลงมติในฐานะประธาน กสทช. ต้องถูกนำมาพิจารณาหักออกทั้งหมด เสมือนว่าไม่เคยมีมตินี้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหากมติเหล่านั้นมีผลเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติและกระทบต่อบุคคลภายนอกไปแล้ว




