ชงปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติ ชี้กฎหมายครบแต่ไร้เอกภาพ

24 ก.ย. 2569 - 16:16

  • ปัญหา "หลายเจ้าภาพ"แม้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น ปภ., สทนช., กรมชลประทาน, กรมโยธาธิการฯ, กองทัพ, จังหวัด, อปท.ฯลฯ แต่ไม่มีหน่วยงานใดที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและควบคุมทรัพยากรทั้งหมด ทำให้ขาดกลไก Single Command ที่แท้จริง ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการแบ่งปันข้อมูล และไม่มีภาพรวมปฏิบัติการร่วมกัน

  • ขอบเขตการปกครองไม่ตรงกับระบบทางน้ำ เส้นทางไหลของน้ำเป็นไปตามภูมิศาสตร์และระบบลุ่มน้ำ ไม่ได้ไหลตามเขตจังหวัด อำเภอ หรือ อปท. แต่การบริหารงานภาครัฐถูกตัดขาดตามเขตการปกครอง ทำให้ต่างคนต่างทำ

  • “ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการของภาครัฐการปฏิรูปจาก Disaster Management ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันก่อนเกิดภัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน

ชงปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติ ชี้กฎหมายครบแต่ไร้เอกภาพ

นักวิชาการ เสนอชงปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติ ชี้กฎหมายครบแต่ไร้เอกภาพ แนะบริหารตาม “ลุ่มน้ำ” ไม่ใช่ “เขตปกครอง”

เวที เสวนาเชิงนโยบาย (Policy Forum) เรื่อง ความพร้อมรับมือภัยพิบัติ (อุทกภัย) ช่องว่างการบริหารการจัดการที่ไม่พร้อม โดยสภาวิจัยแห่งชาติ  วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอการปฎิรูปกลไกอภิบาลการบริหารจัดการภัยพิบัติจากน้ำ ว่า 

แม้ประเทศไทยจะมีกรอบกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และ แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564–2570 ที่จัดตั้งกลไกไว้ครอบคลุมถึง 3 ระดับ (ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น) แต่เมื่อเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ระบบการบริหารจัดการในพื้นที่กลับยังประสบปัญหาขาดเอกภาพ ขาดความรวดเร็ว และสับสนด้านขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างต่อเนื่อง  

วีระศักดิ์ ได้ชี้ให้เห็นถึง "คอขวด" สำคัญของระบบอภิบาลจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมในปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐเพื่อรับมือภัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน  5 ประเด็นสำคัญ ทำไมระบบจัดการน้ำท่วมไทยยัง “พายเรือในอ่าง”

Proposing-reforms-disaster-management-system-laws-complete-lack-unity-Suggesting-management-based-river-basins-not-administrative-regions.psd-SPACEBAR-Photo01.jpg

ประเด็นแรก ปัญหา "หลายเจ้าภาพ" (Multiple Principals) แม้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย (เช่น ปภ., สทนช., กรมชลประทาน, กรมโยธาธิการฯ, กองทัพ, จังหวัด, อปท.) แต่ไม่มีหน่วยงานใดที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและควบคุมทรัพยากรทั้งหมด ทำให้ขาดกลไก Single Command ที่แท้จริง ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการแบ่งปันข้อมูล (Information Sharing) และไม่มีภาพรวมปฏิบัติการร่วมกัน (Common Operating Picture) 

การรวมศูนย์อำนาจ VS ความต้องการในพื้นที่ (Centralization vs. Local Autonomy) การรับมือภัยพิบัติจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและปฏิบัติการที่รวดเร็วในระดับพื้นที่ (Local Action) แต่โครงสร้างรัฐไทยยังรวมศูนย์ทั้งอำนาจ งบประมาณ และอุปกรณ์เครื่องมือ ซึ่งมัก "จำศีล" อยู่ในส่วนกลางหรือจังหวัด ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่อยู่ติดหน้างานขาดแคลนงบประมาณ บุคลากร และขอบเขตอำนาจในการตัดสินใจฉุกเฉิน 

ขอบเขตการปกครองไม่ตรงกับระบบทางน้ำ (Structural Mismatch) เส้นทางไหลของน้ำเป็นไปตามภูมิศาสตร์และระบบลุ่มน้ำ ไม่ได้ไหลตามเขตจังหวัด อำเภอ หรือ อปท. แต่การบริหารงานภาครัฐถูกตัดขาดตามเขตการปกครอง ทำให้ต่างคนต่างทำ ส่งผลให้ขาดการบูรณาการบริหารจัดการน้ำข้ามพื้นที่และข้ามจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ 

ติดดักการช่วยเหลือ "หลังเกิดเหตุ": แนวคิดของภาครัฐส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่การรับมือเฉพาะหน้า การตั้งรับ เยียวยา และแจกถุงยังชีพ มากกว่าการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า 

การวัดผลที่ผิดทิศทาง การประเมินผลการทำงานมักวัดจาก "จำนวนกิจกรรมที่ได้ทำตามแผน" แทนที่จะวัดจาก "มูลค่าความเสียหายที่ลดลงได้จริง" หรือ "การคุ้มครองคุณภาพชีวิตและผลผลิตทางเศรษฐกิจของประชาชน" 

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จึงเสนอ6 ข้อเสนอปฏิรูปเชิงนโยบาย เพื่อการปรับใหญ่ระบบจัดการภัยพิบัติน้ำ ก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว เอกสารได้เสนอแนวทางปฏิรูป 6 ด้านหลัก คือ

สร้าง Single Command และกำหนดเจ้าภาพหลัก กำหนดศูนย์บัญชาการวิกฤติที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ชัดเจน และเชื่อมโยงระบบข้อมูลกลางเข้าด้วยกัน  

กระจายอำนาจและทรัพยากรสู่ท้องถิ่น: เพิ่มงบประมาณ อุปกรณ์ และขอบเขตการตัดสินใจให้ อปท. และหน่วยงานระดับพื้นที่ โดยส่วนกลางทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนเทคนิคและทรัพยากรเสริม  

ยึดระบบ "ลุ่มน้ำ" เป็นหลัก (Watershed Management): ปรับการบริหารจัดการข้ามเขตปกครอง เชื่อมแผนจังหวัดเข้ากับแผนลุ่มน้ำ และนำเทคโนโลยี Big Data และ GIS มาใช้จัดการข้อมูลเชิงพื้นที่  

ยกระดับการบัญชาการและการเตือนภัย: จัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบบูรณาการ (Integrated Early Warning) และจัดซ้อมแผนปฏิบัติการร่วมข้ามหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ  

ปรับเปลี่ยน Mindset จาก Disaster Management สู่ Disaster Risk Governance ย้ายจุดเน้นจากการ "จัดการเมื่อเกิดภัย" ไปสู่การ "บริหารความเสี่ยงก่อนเกิดภัย"  บูรณาการผังเมือง การใช้ที่ดิน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การประกันภัยความเสี่ยง (National Insurance) และมาตรการทางการคลังเข้าด้วยกัน  

ยึดหลักธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล สร้างตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่โปร่งใส เน้นผลลัพธ์ที่คุณภาพชีวิตประชาชน และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

“ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการของภาครัฐการปฏิรูปจาก Disaster Management (แก้ไขเมื่อเกิดภัย) ไปสู่ Disaster Risk Governance (บริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันก่อนเกิดภัย) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์