ปัญหาคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. กลับมาอยู่ในกระแสความน่าสนใจอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. ออกมาแจ้งมติว่า ประธานบอร์ดกสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8(2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่า สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564
SPACEBAR นำย้อนกลับไปพบว่า หลายเรื่องที่ คุณหมอประธานบอร์ด กสทช.ทำให้ทุกคนรู้จัก และเป็นที่มาของความพยายามวินิจฉัยคุณสมบัติ เริ่มจาก
เมษายน 2565 ก้าวสู่ตำแหน่งประธาน กสทช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. พร้อมกับบอร์ดชุดปัจจุบัน
ตุลาคม 2565 ปมร้อนควบรวมค่ายมือถือ (True-Dtac) การประชุมบอร์ด กสทช. เพื่อพิจารณาดีลการควบรวมระหว่าง True และ Dtac เสียงของกรรมการแตกเป็น 2 ฝ่ายเท่ากัน (2:2 และงดออกเสียง 1)
การชี้ขาด นพ.สรณ ในฐานะประธาน ได้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงชี้ขาด (Casting Vote) ให้บอร์ดทำเพียง "รับทราบ" การควบรวม (ไม่ใช่การอนุมัติหรือไม่อนุมัติ) เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากสภาองค์กรของผู้บริโภค นักวิชาการ และภาคประชาชน มีการยื่นฟ้องศาลปกครอง และยื่นเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถือเป็นการเปิดแผลแรกของการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
กลางปี 2566 วิกฤตการณ์รอยร้าวในบอร์ด "ปมตั้งเลขาธิการ กสทช." นพ.สรณ ต้องการแต่งตั้ง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล (รักษาการเลขาธิการ) ขึ้นเป็นเลขาธิการ กสทช. ตัวจริง โดยอ้างอำนาจประธาน ขณะที่ กรรมการ กสทช. 4 คน (เสียงข้างมาก) คัดค้านกระบวนการนี้ เนื่องจากมองว่าไม่โปร่งใสและบอร์ดต้องมีส่วนร่วมในการคัดเลือก ทำให้เกิดภาวะ "บอร์ดล่ม" ซ้ำซาก ไม่สามารถประชุมวาระสำคัญได้
กรรมการเสียงข้างมากมีการโหวตปลดรักษาการเลขาธิการฯ แต่นพ.สรณ ไม่ยอมรับ เกิดการฟ้องร้องไปมาทั้งศาลปกครองและศาลอาญาคดีทุจริตฯ สหภาพแรงงาน กสทช. เริ่มออกมาเรียกร้องให้ประธานทบทวนบทบาทตัวเอง
ปลายปี 2566 - ต้นปี 2567 ปม "แบ่งเวลางานไปตรวจคนไข้" และ "บินต่างประเทศถี่" มีการเปิดโปงข้อมูลว่า นพ.สรณ อาจใช้เวลาราชการของ กสทช. ไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชน และมีการเปิดเผยสถิติการเดินทางไปต่างประเทศที่สูงผิดปกติ (มีรายงานว่าเดินทางไปต่างประเทศกว่า 100 วันในรอบปีเศษ)
สหภาพแรงงาน กสทช. ยื่นเรื่องร้องเรียน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (สว.) เข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมและจริยธรรม มีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. สอบสวนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณการเดินทางและการรับเงินเดือนซ้ำซ้อน
มีนาคม - กลางปี 2567 ฝ่ายการเมืองและวุฒิสภากดดันให้ออก จากปัญหาที่สะสม ทั้งบอร์ดที่ทำงานไม่ได้ การเบิกจ่ายงบประมาณ และข้อครหาเรื่องเวลาทำงาน นำไปสู่การอภิปรายในรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคฝ่ายค้าน (เช่น พรรคก้าวไกลในขณะนั้น) อภิปรายโจมตีการทำงานและเรียกร้องให้ นพ.สรณ ลาออกเพื่อรับผิดชอบ
ฝ่าย กมธ. ของวุฒิสภา สรุปผลการตรวจสอบและมี สว. หลายท่านออกมากดดันผ่านสื่อให้พิจารณาตัวเอง ท่าทีของนพ.สรณ: ท่านยืนยันต่อสื่อมวลชนและกรรมาธิการหลายครั้งว่า "จะไม่ลาออก" เนื่องจากมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบอำนาจ
หากนับจำนวนครั้งที่โดนตรวจสอบอย่างเป็นทางการและมีแรงกดดันให้ออกจากตำแหน่ง จะแบ่งเป็น 4 ระลอกใหญ่ ได้แก่
1. คดีควบรวม True-Dtac (ถูกร้อง ป.ป.ช.)
2. ความขัดแย้งตั้งเลขาธิการ กสทช. (ถูกฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ)
3. ปัญหาเวลาทำงาน/เดินทางต่างประเทศ (กมธ.วุฒิสภา และ ป.ป.ช. สอบ)
4. แรงกดดันจากฝ่ายการเมืองในสภา (สส. และ สว. เรียกร้องให้ลาออก)
ปัจจุบัน สถานะของข้อร้องเรียนส่วนใหญ่ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลปกครอง, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งยังไม่มีคำตัดสินเป็นที่สิ้นสุดให้ต้องพ้นจากตำแหน่งทางกฎหมาย
หลังกรรมการสรรหามีมติ เมื่อตรวจสอบไปยัง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขั้นตอนต่อไป กรรมการสรรหาฯ จะส่งเรื่องไปยังประธานบอร์ดกสทช. เพื่อรับทราบ ซึ่งเมื่อ นพ.สรณ รับทราบแล้ว ถือว่าพ้นจากการเป็นกสทช. ขณะที่ ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์ ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับ SPACEBAR ว่า ตัวบทกฎหมราย (พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่อนความถี่ฯ ) ให้อำนาจกรรมการสรรหาวินิจฉัยเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน มิเช่นนั้นกฤษฎีกาคงรับวินิจฉัยเรื่องนี้ไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้เมื่อกสทช.เคยถามไป ดังนั้น หากมติเป็นเช่นไร แล้วประธานบอร์ดกสทช. ยอมรับ เรื่องนี้ก็จะยุติ จบ แต่เชื่อว่า ประธานบอร์ดกสทช. จะหาช่องทางที่จะดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อคัดค้านมติกรรรมการสรรหาแน่นอน เพียงแต่จะดำเนินการอย่างไร อยู่ที่คณะทำงานกฎหมาของประธานจะพิจารณาเห็นควร
“ส่วนข้อกังวลที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า หากประธานบอร์ดกสทช..มีปัญหาคุณสมบัติและต้องพ้นจากหน้าที่ไป จะมีผลกับการลงมติ และการดำเนินการต่างๆ ของกสทช.ที่เกิดขึ้นระหว่างทำหน้าที่ประธานนั้น คงไม่มีผลทำให้เกิดความเสียหายเพราะมิเช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวายตามมาอีกมาก ดังนั้นจึงต้องดูกันต่อไปว่าคุณหมอสรณจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และกฎหมายเปิดช่องให้ท่านทำได้หรือไม่”
ดร.ปริญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อน เมื่อกรรมการสรรหาใช้คำว่า มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่า ได้สละสิทแต่ข้อเท็จจริงไม่ได้มีการสละสิทธิ ได้ทำหน้าที่มานานเป็นปี ดังนั้น ถ้าเรื่องนี้ ประธานกสทช.ยอมรับ แล้วลาออกเอง เรื่องจะจบ ถ้าไม่ยอมรับ และมีข้อโต้แย้งจะต้องพิจารณาข้อโต้แย้ทางทกฎหมายต่อไป




