บริษัทเร็คกิท เบนไคเซอร์ (Reckitt Benckiser) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพและสุขอนามัยชื่อดังของอังกฤษ เผยความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง โดยอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4.7 พันล้านบาท
ผลกระทบต่อแบรนด์ดังหลากหลาย
เร็คกิท เบนไคเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดังมากมาย อาทิ ถุงยางอนามัย Durex ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด Dettol และยาแก้ปวด Nurofen เปิดเผยข้อมูลนี้ในรายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรก
บริษัทระบุว่า หากสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดปี 2026 จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 130-150 ล้านปอนด์ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นระดับที่จัดการได้
วัตถุดิบปิโตรเคมีราคาพุ่ง
สาเหตุหลักมาจากการที่วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี ประกอบด้วย แอมโมเนีย เอทานอล และน้ำมันซิลิโคน ซึ่งใช้ในกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ถุงยางอนามัย มีราคาปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบเฉพาะเร็คกิท เบนไคเซอร์ แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโดยรวม โดยบริษัท Karex จากมาเลเซีย ซึ่งผลิตถุงยางอนามัย 20% ของโลก รวมถึงการผลิตให้กับ Durex กำลังเตรียมปรับขึ้นราคาสูงสุด 30%
ความท้าทายในตลาดโลก
การปรับขึ้นราคาดังกล่าวอาจส่งผลต่อผู้บริโภคในที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง
เร็คกิท เบนไคเซอร์ แสดงความเชื่อมั่นว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดน้ำมันและความเคลื่อนไหวในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว




