นักกฎหมายไอทีชี้กฎหมายไทยไม่ครอบคลุมความเสียหายจาก AI แนะกฎหมายเฉพาะต้องมาแก้กฎหมาย ต้องทำ
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ มองปรากฏการณ์ ChatGPT ของ Open AI ที่สร้างความสั่นสะเทือนโลกเทคโนโลยีว่า ในมุมของกฎหมาย AI ปัจจุบันไม่ใช่แค่ตัวซอฟต์แวร์ แต่เป็นเหมือน ‘สมอง’ ของระบบที่สั่งการและทำสิ่งต่างๆ ไ้ด้
เนื่องจาก AI มีความสามารถโต้ตอบ ประมวลผล และให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน มีการใช้ไปเพื่อการคำนวณทางวิศวกรรม การบิน การแพทย์ จึงมีข้อกังวลว่า ความสามารถในการประมวลผล และคำนวณด้วยตัวเอง
ข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ถ้าทำให้เกิดความเสียหาย เวลานี้ไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินคดีได้เลย
กรณีใช้ AI ในการให้บริการ เช่น บางบริษัทใช้ AI ในการขับเคลื่อนโดรนหรือรถไร้คนขับ หากการให้บริการเกิดผลกระทบขึ้น การฟ้องร้องจะทำไม่ได้
ต่างประเทศจึงแก้ไขกฎหมายให้การนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะบริการที่มีผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก เช่น บริการสาธารณูปโภค และบริการที่เกี่ยวกับสาธารณชน AI ที่เอามาใช้จะมีสถานะเท่ากับคน ถ้าเกิดปัญหาขึ้น คนที่ควบคุมหรือออกคำสั่งให้ AI ประมวลผลหรือดำเนินการจะมีความรับผิดชอบทางกฎหมาย
“ล่าสุดมีการใช้ AI ในการโจมตีระบบสารสนเทศ หรือทำอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ กฎหมายไทยมีลักษณะเป็นกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับระบบพยาน เมื่อเกิดคดีความแล้วขึ้นศาลจะต่อสู้ไม่ได้ อาจจะมีข้ออ้างขึ้นมาว่า เขาแค่ออกคำสั่งหรือแค่กดปุ่มแล้ว AI ทำงานแทน”
“ในทางประมวลกฎหมายอาญาของไทย การเอาผิดระบุกรณีคนกระทำด้วยตนเอง สหรัฐและอียูจึงไปแก้กฎหมาย ถ้า AI ไปดำเนินการที่เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ คนที่ดูแลแพลตฟอร์มจะต้องรับผิดตามกฎหมาย”
งานทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ความสามารถของ AI ในการวาดภาพ แต่งเพลง เขียนโปรแกรม ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ กำหนดว่า ผลงานสร้างสรรค์จะมีลิขสิทธิ์ได้เมื่อคนเป็นผู้สร้างผลงานเท่านั้น
เมื่อ AI สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาจึงเกิดคำถามว่าใครจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายให้ งานสร้างสรรค์โดย AI ทั้งเพลง รูปภาพ งานศิลปะ ที่สร้างขึ้นเอง จะให้ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่การละเมิดลิขสิทธิ์อาจจะมีผลความผิดแตกต่างจากกรณีกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไป
โดยสรุป ตัวร่างจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ภาครัฐเคยพยายามทำ ไม่ตอบโจทย์กับความสามารถของ AI ในทุกวันนี้
ผู้เกี่ยวข้องควรแก้ไขกฎหมายโดยเร็ว และควรมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับ AI ส่วนกฎหมายที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อป้องกันผลกระทบ คือ
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ มองปรากฏการณ์ ChatGPT ของ Open AI ที่สร้างความสั่นสะเทือนโลกเทคโนโลยีว่า ในมุมของกฎหมาย AI ปัจจุบันไม่ใช่แค่ตัวซอฟต์แวร์ แต่เป็นเหมือน ‘สมอง’ ของระบบที่สั่งการและทำสิ่งต่างๆ ไ้ด้
เนื่องจาก AI มีความสามารถโต้ตอบ ประมวลผล และให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน มีการใช้ไปเพื่อการคำนวณทางวิศวกรรม การบิน การแพทย์ จึงมีข้อกังวลว่า ความสามารถในการประมวลผล และคำนวณด้วยตัวเอง
ข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ถ้าทำให้เกิดความเสียหาย เวลานี้ไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินคดีได้เลย
กฎหมายไทยมองความผิดแค่ ‘มนุษย์’
กฎหมายไทยมองการกระทำที่เป็นความผิด คือ การกระทำความผิดโดยตัวบุคคล ‘เป็นมนุษย์’ ความหมายตามรัฐธรรมนูญก็เป็นเช่นนี้ ในสหรัฐฯ และยุโรปรับมือกับผลกระทบของ AI ด้วยการแก้กฎหมาย และยกร่างกฎหมายใหม่ที่เป็นกฎหมายเฉพาะกรณีใช้ AI ในการให้บริการ เช่น บางบริษัทใช้ AI ในการขับเคลื่อนโดรนหรือรถไร้คนขับ หากการให้บริการเกิดผลกระทบขึ้น การฟ้องร้องจะทำไม่ได้
ต่างประเทศจึงแก้ไขกฎหมายให้การนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะบริการที่มีผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก เช่น บริการสาธารณูปโภค และบริการที่เกี่ยวกับสาธารณชน AI ที่เอามาใช้จะมีสถานะเท่ากับคน ถ้าเกิดปัญหาขึ้น คนที่ควบคุมหรือออกคำสั่งให้ AI ประมวลผลหรือดำเนินการจะมีความรับผิดชอบทางกฎหมาย
แนะแก้กฎหมายตามอเมริกา-ยุโรป
ไพบูลย์ให้ข้อเสนอแนะว่า “กฎหมายของอเมริกาและยุโรป ที่กำหนดให้ AI เป็นตัวแทนของผู้สั่งให้ประมวลผล หรือดูแล หรือคิดคำนวณ ร่างจริยธรรม AI ที่เราพยายามทำ ไม่สามารถรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก AI ถ้าไม่รับมือในข้อกฎหมาย หากเกิดความเสียหายขึ้นจะมีปัญหา“ล่าสุดมีการใช้ AI ในการโจมตีระบบสารสนเทศ หรือทำอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ กฎหมายไทยมีลักษณะเป็นกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับระบบพยาน เมื่อเกิดคดีความแล้วขึ้นศาลจะต่อสู้ไม่ได้ อาจจะมีข้ออ้างขึ้นมาว่า เขาแค่ออกคำสั่งหรือแค่กดปุ่มแล้ว AI ทำงานแทน”
“ในทางประมวลกฎหมายอาญาของไทย การเอาผิดระบุกรณีคนกระทำด้วยตนเอง สหรัฐและอียูจึงไปแก้กฎหมาย ถ้า AI ไปดำเนินการที่เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ คนที่ดูแลแพลตฟอร์มจะต้องรับผิดตามกฎหมาย”
กฎหมายใดควรแก้ไขบ้าง?
การปรับปรุงกฎหมายอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญคือ ‘กฎหมายลิขสิทธิ์’ ส่วนนี้เกี่ยวกับการส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาเทคโนโลยีงานทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ความสามารถของ AI ในการวาดภาพ แต่งเพลง เขียนโปรแกรม ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ กำหนดว่า ผลงานสร้างสรรค์จะมีลิขสิทธิ์ได้เมื่อคนเป็นผู้สร้างผลงานเท่านั้น
เมื่อ AI สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาจึงเกิดคำถามว่าใครจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายให้ งานสร้างสรรค์โดย AI ทั้งเพลง รูปภาพ งานศิลปะ ที่สร้างขึ้นเอง จะให้ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่การละเมิดลิขสิทธิ์อาจจะมีผลความผิดแตกต่างจากกรณีกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไป
โดยสรุป ตัวร่างจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ภาครัฐเคยพยายามทำ ไม่ตอบโจทย์กับความสามารถของ AI ในทุกวันนี้
ผู้เกี่ยวข้องควรแก้ไขกฎหมายโดยเร็ว และควรมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับ AI ส่วนกฎหมายที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อป้องกันผลกระทบ คือ
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมพ์
- พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
- พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์




