สงครามตะวันออกกลางกดดันพลังงานโลก
เปิดความจริง ‘ค่าการกลั่น’ ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกดดันตลาดพลังงานทั่วโลก ทั้งราคาน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยที่พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ ‘ค่าการกลั่น’ หรือ GRM (Gross Refining Margin) ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดกำไรของโรงกลั่น แท้จริงแล้ว ไม่ใช่กำไรสุทธิ ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ
‘ค่าการกลั่น’ ไม่ใช่กำไร แต่คืออะไร
ค่าการกลั่น คือส่วนต่างระหว่าง “รายได้เฉลี่ยจากการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป” กับ “ต้นทุนน้ำมันดิบ” ซึ่งสะท้อนเพียงรายได้ขั้นต้น โดยยังไม่หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการดำเนินธุรกิจ จึงไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนกำไรสุทธิได้โดยตรง
‘สงคราม’ ดันต้นทุนพุ่งรอบด้าน
ภายใต้ภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ต้นทุนสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ได้แก่
• Crude Premium เพิ่มสูง
‘Crude Premium’ หรือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาซื้อขายจริง ปรับขึ้นถึง 3–4 เท่าในบางตลาด จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุปทาน
• ค่าขนส่งและค่าระวางเรือพุ่ง 5 เท่า
จากข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงในพื้นที่ขัดแย้ง ดันค่าขนส่งให้เพิ่มสูงขึ้น
• ค่าประกันภัยเพิ่มสูงถึง 100 เท่า
สะท้อนความเสี่ยงในการขนส่งผ่านพื้นที่สงครามที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ต้นทุนเหล่านี้ ไม่ได้รวมอยู่ในค่าการกลั่น (GRM) แต่เป็นต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องแบกรับ
ต้นทุนโรงกลั่นที่ถูกมองข้าม
นอกจากต้นทุนด้านวัตถุดิบและโลจิสติกส์แล้ว โรงกลั่นยังมีภาระค่าใช้จ่ายอีกหลายส่วน เช่น ค่าเชื้อเพลิงในกระบวนการกลั่น ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร ค่าแรงบุคลากร ตลอดจนค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษี
เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดแล้ว จะพบว่า กำไรสุทธิอาจต่ำกว่าค่าการกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ หรือในบางช่วงอาจไม่มีกำไรเลย
‘Crude Premium’ ตัวแปรสำคัญในช่วงวิกฤต
อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวิกฤตพลังงาน คือ ‘Crude Premium’ หรือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงในตลาดโลก กับราคาซื้อขายจริง ซึ่งในภาวะสงครามมักปรับตัวเป็น ‘บวก’ หรือ Premium จากภาวะตลาดตึงตัว
ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน ทำให้ผู้ซื้อเร่งจัดหาน้ำมันสำรอง จึงทำให้มีการแข่งขันของผู้ซื้อน้ำมันดิบ เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่แท้จริงสูงกว่าราคาอ้างอิงในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนของโรงกลั่นโดยตรง
ตัวเลขที่ต้องอ่านให้ครบ
ในช่วงที่ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น จึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าโรงกลั่นมีกำไรเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเข้ามากดทับผลประกอบการ
ในโลกความจริงของธุรกิจพลังงาน ค่าการกลั่นที่ดู ‘สูง’ อาจไม่ได้สะท้อนกำไรที่เพิ่มขึ้น หากแต่เป็นผลจากต้นทุนที่เร่งตัวขึ้นพร้อมกัน
และท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินต่อไป การทำความเข้าใจ ‘ค่าการกลั่น’ อย่างรอบด้าน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการมองภาพอุตสาหกรรมพลังงานได้อย่างใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด




