Reinvent Thailand รื้อเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ก่อนโตไม่ทันโลก

22 ก.ย. 2569 - 12:46

  • เศรษฐกิจไทยกำลังโตช้าลง สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ลดจากกว่า 40% ในปี 2534 เหลือราว 23% ขณะที่ GDP เติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 3% ต่อปีในช่วงที่ผ่านมา

  • Reinvent Thailand วาง 7 เครื่องยนต์ใหม่ ตั้งแต่เกษตรและอาหาร ยานยนต์ ค้าปลีก อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์และเวลเนส ท่องเที่ยว ไปจนถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์

  • โจทย์ใหญ่ไม่ใช่การคิดแผน แต่คือการลงมือทำ Thailand FastPass เริ่มเป็นกลไกเร่งการลงทุน แต่ความท้าทายอยู่ที่การทำงานข้ามหน่วยงาน การพัฒนาคน เงินทุน และความต่อเนื่องของนโยบาย

Reinvent Thailand รื้อเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ก่อนโตไม่ทันโลก

ไทยโตมาไกล แต่เครื่องยนต์เดิมเริ่มหมดแรง

รัฐบาล โดยคณะกรรมการร่วภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกาศเดินหนา Reinvent Thailand  โฟกัสใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากย้อนดูเส้นทางเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วจากประเทศรายได้ต่ำขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน โดยมี การส่งออก การท่องเที่ยว และภาคเกษตร เป็นเครื่องยนต์สำคัญ

เศรษฐกิจไทย วันที่บริบทเปลี่ยนไป

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของศักยภาพในอนาคตกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก สศช. ระบุว่า สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยลดจากกว่า 40% ในปี 2534 เหลือประมาณ 23% ในปัจจุบัน โดยการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ราว 18-19% และภาครัฐประมาณ 5-6%

เมื่อการลงทุนใหม่ไม่มากพอ ผลิตภาพก็ขยับได้ยาก เศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มเติบโตในระดับต่ำ ขณะเดียวกันไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่พร้อมกันหลายด้าน ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานลดลง การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “Reinvent Thailand” ถูกหยิบขึ้นมา ไม่ใช่เพียงการหามาตรการใหม่ แต่คือการตั้งคำถามว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยควรหน้าตาเป็นอย่างไรในอีก 10-15 ปีข้างหน้า

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ GDP แต่คือ “โอกาส” ที่กระจายไม่ทั่วถึง

โจทย์ที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขเศรษฐกิจ คือ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า รายได้ของแรงงานในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่ำกว่ากรุงเทพฯ ราว 32-44% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าโอกาสทางเศรษฐกิจจะกระจายตัวไปพร้อมกัน

การ Reinvent ประเทศจึงไม่ได้หมายถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่เศรษฐกิจเดิมเท่านั้น แต่ต้องตอบด้วยว่า เกษตรกร SME คนทำงานในภูมิภาค และธุรกิจท้องถิ่นจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้อย่างไร เพราะถ้าเศรษฐกิจใหม่สร้างรายได้เฉพาะบางพื้นที่หรือบางบริษัท ปัญหาเดิมก็อาจเพียงเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น

Reinvent Thailand ไม่ใช่ “โปรเจกต์” แต่คือการออกแบบระบบใหม่

หัวใจของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนวิธีทำงานจากต่างคนต่างทำ ไปสู่ “Team Thailand” ภาพที่ถูกนำมาใช้คือเกมฟุตบอล กองหน้า คือภาคเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทำหน้าที่ลงทุน สร้างงาน และสร้างนวัตกรรม

กองกลาง คือภาครัฐที่ต้องสร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจเดินหน้าได้ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน รวมถึงระบบการเงินและตลาดทุน  ขณะที่ แนวรับ คือกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การเงิน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นในระบบการคลัง

สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ใครเป็น “กองหน้า” หรือ “กองกลาง” แต่อยู่ที่ว่า ทุกตำแหน่งเล่นเกมเดียวกันหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยคือแต่ละหน่วยงานมีนโยบายและภารกิจของตัวเอง แต่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

Reinvent Thailand พยายามแก้โจทย์นี้ด้วยการกำหนดเจ้าภาพ ความรับผิดชอบ และ KPI ให้ชัดขึ้น

ทฤษฎีสู่แผนที่ต้องลงมือทำ

แนวคิดนี้มีจุดตั้งต้นจาก Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้ธีม “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” เวทีดังกล่าวนำภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาอยู่ในวงสนทนาเดียวกัน ทั้ง ธปท. กกร. สศช. ธนาคารโลก และ IMF

หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือ White Paper ที่ กกร. จัดทำร่วมกับธนาคารโลก ซึ่งเสนอ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โจทย์จึงถูกส่งต่อเข้าสู่กลไกภาครัฐ โดยกำหนดกรอบเวลาให้ข้อเสนอของภาคเอกชนถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กรอ. พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและตัวชี้วัด

จุดเปลี่ยนจึงอยู่ตรงนี้

จาก “เวทีพูดคุย” นำไปสู่ “ข้อเสนอ” หา “เจ้าภาพ” กำหนด “KPI” ลงมือ “การปฏิบัติ” และขั้นตอนสุดท้ายนี่เองที่จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดู กำหนดแผนดำเนินการเป็น 3 ระยะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ทั้ง 3 ระยะทำไปพร้อมกัน คือ

Stabilize Today แก้ปัญหาที่ขวางธุรกิจวันนี้ โจทย์แรกคือ ลดต้นทุน ลดขั้นตอน และกำจัดอุปสรรคที่ทำให้การลงทุนล่าช้า  หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Thailand FastPass ซึ่งตั้งเป้าลดระยะเวลาการอนุมัติและออกใบอนุญาตในโครงการยุทธศาสตร์ลง 20-50% เพราะในโลกที่เงินลงทุนสามารถย้ายประเทศได้อย่างรวดเร็ว ความล่าช้าของระบบราชการอาจกลายเป็นต้นทุนการแข่งขันโดยตรง

Transition Now พาธุรกิจเปลี่ยนผ่าน  เศรษฐกิจเดิมไม่จำเป็นต้องถูกทิ้ง แต่ต้องถูกยกระดับ ตั้งแต่การใช้ AI ระบบอัตโนมัติ การผลิตขั้นสูง ไปจนถึงการเปลี่ยนจากสินค้า Commodity ไปสู่สินค้าแบรนด์และบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น

Invest for Tomorrow สร้างเครื่องยนต์สำหรับวันข้างหน้า ระยะนี้มองไกลกว่าโครงการลงทุนปัจจุบัน ตั้งแต่ Logistics และ Cold Chain ระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน  เพราะต่อให้มีเงินลงทุนเข้าประเทศจำนวนมาก แต่ถ้าไม่มีคนที่มีทักษะรองรับ การลงทุนก็อาจไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มที่

7 อุตสาหกรรมขับเคลื่อน

1. เกษตรและอาหารจากผู้ผลิตสู่ Global Food Hub โจทย์ของภาคเกษตรไม่ใช่การผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือ ผลิตอย่างไรให้ได้มูลค่าสูงขึ้น ตั้งแต่สินค้าอาหารพรีเมียม ห้องปฏิบัติการ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึง Cold Chain และโลจิสติกส์ปลายน้ำ เป้าหมายคือทำให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาด Premium ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อยต้องสามารถเชื่อมต่อเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม

2. ยานยนต์ จากฐานผลิตเดิมสู่ EV Hub ไทยมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่แล้ว แต่โจทย์ใหม่คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV สิ่งที่ต้องสร้างไม่ใช่เพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่รวมถึงระบบนิเวศของแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง กรอบความร่วมมือของภาคเอกชนและธนาคารโลกตั้งเป้าการเติบโตของสาขานี้ไว้ที่ 7% พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นฐานส่งออก EV ในภูมิภาค

3. ค้าปลีกและการค้าเชื่อม SME เข้ากับตลาด 600 ล้านคน ค้าปลีกและ E-Commerce กำลังเปลี่ยนจาก “ช่องทางขาย” มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ SME ไทยไม่ได้ขายอยู่เพียงในตลาดภายในประเทศ แต่สามารถเชื่อมเข้าสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน  หากทำได้จริง แพลตฟอร์มการค้าอาจกลายเป็นสะพานเชื่อมผู้ผลิตรายเล็กเข้ากับตลาดขนาดใหญ่

4. อิเล็กทรอนิกส์และบริการดิจิทัลจาก Assembly สู่ Innovation ตัวเลข FastPass สะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ได้ชัด FastPass รอบที่ 3 มีโครงการอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไฟฟ้า 10 โครงการ มูลค่ารวม 83,920 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 70% ของมูลค่าโครงการในรอบดังกล่าว

ขณะที่ FastPass รวม 42 โครงการ มีมูลค่ากว่า 344,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างงานคุณภาพสูงกว่า 27,000 ตำแหน่ง แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าการมีโรงงานคือ ไทยจะขยับจากการประกอบไปสู่การออกแบบ วิจัย ทดสอบ และผลิตชิ้นส่วนเฉพาะทางได้อย่างไร เพราะมูลค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ปลายสายการผลิต

5. การแพทย์และเวลเนส ตลาดใหม่จากสังคมสูงวัย สังคมสูงวัยกำลังกลายเป็นทั้งความท้าทายและตลาดใหม่ ไทยมีทั้งฐานบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และธุรกิจ Wellness จึงมีโอกาสเชื่อมตลาดในประเทศเข้ากับตลาดต่างประเทศ แต่การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ต้องเดินคู่กับการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพราะหากความต้องการเติบโตเร็วกว่ากำลังคน คุณภาพบริการอาจกลายเป็นข้อจำกัดแทนที่จะเป็นจุดแข็ง

6. ท่องเที่ยวจาก “จำนวนคน” สู่ “คุณค่าของประสบการณ์” โมเดลท่องเที่ยวเดิมอาจวัดความสำเร็จด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว แต่โจทย์ใหม่คือ นักท่องเที่ยวหนึ่งคนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน และเงินกระจายไปถึงพื้นที่ใดบ้าง 

ททท. วางแนวทาง “The Year of Transformation” สำหรับปี 2570 โดยเน้นการกระจายตลาด การสร้างประสบการณ์ใหม่ Wellness และเทศกาลระดับโลก พร้อมใช้ AI และ Data Analytics มากขึ้น เป้าหมายหนึ่งคือการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 5% และพยายามกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองในสัดส่วน 60:40 นี่คือการเปลี่ยนจากการขาย “ประเทศไทยเป็นสถานที่” ไปสู่การขายประสบการณ์ที่ประเทศไทยสร้างได้

7. Creative Economyเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่า แฟชั่น อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี เกม คอนเทนต์ และงานออกแบบ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวัฒนธรรมอีกต่อไป

ทั้งหมดรวมเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่การสร้างแบรนด์สินค้าไทย ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร การท่องเที่ยว และ Wellness ดังนั้น Creative Economy จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์เดี่ยว แต่สามารถเป็น ตัวคูณมูลค่าให้กับเครื่องยนต์อื่น

ทดลองเปลี่ยน “ความเร็วราชการ” ให้เป็นแต้มต่อการแข่งขัน

ถ้า Reinvent Thailand มีเครื่องมือที่จับต้องได้มากที่สุดในเวลานี้ หนึ่งในนั้นคือ Thailand FastPass กลไกดังกล่าวเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเร่งการอนุมัติการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยใช้ข้อตกลงระดับบริการ หรือ SLA เชื่อมโยง 8 หน่วยงานรัฐ

เป้าหมายคือ ลดเวลาการอนุมัติและออกใบอนุญาตลง 20-50%

โครงการที่เข้าข่ายต้องมีมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ไม่รวมที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน และอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น BioTech , EV, Semiconductor, Digital และ AI ข้อมูลล่าสุดระบุว่า FastPass สามารถปลดล็อกโครงการลงทุนรวมกว่า 700,000 ล้านบาท ขณะที่ 42 โครงการล่าสุดมีมูลค่า 344,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างงานคุณภาพสูงกว่า 27,000 ตำแหน่ง

ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นมากกว่าตัวเลขการลงทุน

เพราะกำลังทดสอบว่า รัฐไทยสามารถเปลี่ยนจาก “ผู้อนุมัติ” มาเป็น “ผู้เอื้อให้การลงทุนเกิดขึ้น” ได้หรือไม่Reinvent Thailand ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบ ด้านหนึ่ง ภาครัฐมองว่าแนวทางนี้เป็นโอกาสในการยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ

เอกชน ต้องการพื้นที่เข้ามาร่วมออกแบบนโยบายมากขึ้น แต่มีโจทย์สำคัญว่า การเติบโตจะต้องไม่หยุดอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SME และธุรกิจในภูมิภาคต้องสามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ได้ด้วย

ภาคการเงินเสนอให้เพิ่มการออมภายในประเทศจากประมาณ 25% เป็น 28% ของ GDP พร้อมพัฒนากลไกตลาดทุน เพื่อสร้างฐานเงินทุนภายในประเทศให้เพียงพอต่อการลงทุน

หันไปที่ ธนาคารโลกและ IMF มองว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายมีความสอดคล้องกับแนวโน้มการแข่งขันของเศรษฐกิจโลก และพร้อมสนับสนุนด้านข้อมูล งานวิจัย คำแนะนำนโยบาย และเครื่องมือทางการเงิน

นักวิจัยและนักวิเคราะห์ยังตั้งคำถามถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งประชากรวัยทำงานที่ลดลง การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง เงินลงทุนที่ยังไม่ถึงระดับเป้าหมาย ตลอดจนประสิทธิภาพภาครัฐ ผลประโยชน์ทับซ้อน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดคือโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

Reinvent ประเทศ ไม่ได้จบที่แผน

ท้ายที่สุดแล้ว ความท้าทายของ Reinvent Thailand อาจไม่ได้อยู่ที่การหา “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เพราะทั้ง 7 กลุ่มล้วนมีเหตุผลรองรับจากแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดโลก

คำถามที่สำคัญกว่าคือ ระบบนิเวศทั้งหมดจะเดินไปด้วยกันได้หรือไม่ รัฐบาลต้องทำงานข้ามกระทรวงได้จริงหรือไม่ เงินทุนจะไหลเข้าสู่ธุรกิจใหม่ได้มากพอหรือไม่ แรงงานไทยจะมีทักษะตรงกับงานใหม่หรือไม่

SME และธุรกิจภูมิภาคจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด นโยบายเหล่านี้จะเดินหน้าต่อเนื่องได้แค่ไหนเมื่อรัฐบาลหรือบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป เพราะการเปลี่ยนประเทศไม่ใช่การเปลี่ยนป้ายชื่อจาก Economy เดิมเป็น Economy ใหม่ แต่คือการเปลี่ยน วิธีที่ประเทศลงทุน สร้างคน สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และกระจายโอกาส

ถ้า Reinvent Thailand จะพิสูจน์ตัวเองได้จริง คำตอบจึงไม่ได้อยู่ใน White Paper หรือจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น อยู่ที่ภาพปลายทางว่า เกษตรกรขายสินค้าได้มูลค่าสูงขึ้นหรือไม่ SME เข้าถึงตลาดใหม่ได้หรือไม่ คนรุ่นใหม่มีงานในอุตสาหกรรมอนาคตหรือไม่ และเงินลงทุนที่เข้าประเทศสามารถสร้างผลิตภาพให้เศรษฐกิจไทยได้มากกว่าเดิมหรือไม่ เส้นแบ่งระหว่าง “แผนปฏิรูปเศรษฐกิจ” กับ “การเปลี่ยนเศรษฐกิจจริง”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์