OECD เตือนโลก  “เปลี่ยนผ่านสีเขียว” ถ้าไม่เป็นธรรมเท่ากับต้นทุนใหม่

20 ส.ค. 2569 - 11:21

  • OECD ชี้ “Just Transition” ต้องฝังอยู่ในแผนธุรกิจตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่อยแก้ปัญหาคนตกงาน ชุมชนได้รับผลกระทบ หรือค่าไฟแพงหลังโครงการเกิดขึ้นแล้ว

  • ไทยมีโจทย์ใหญ่จากการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรม โดยมีการประเมินว่าแรงงานในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลราว 60,000 ตำแหน่งอาจเผชิญความเสี่ยงภายในปี 2030

  • สิ่งที่ไทยต้องเติมคือ “Social Transition” เข้าไปใน Climate Policy ตั้งแต่การวางแผนแรงงาน การ Upskill/Reskill การรับฟังชุมชน การแบ่งปันผลประโยชน์

OECD เตือนโลก  “เปลี่ยนผ่านสีเขียว” ถ้าไม่เป็นธรรมเท่ากับต้นทุนใหม่

OECD เปิดโจทย์ใหม่ Net Zero ต้องไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง

รายงาน Responsible Business Conduct for a Just Transition: Protecting Workers, Communities and Consumers in the Low-Carbon Transition ของ OECD เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 กำลังชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน และการแข่งขันของภาคธุรกิจโดยตรง

คำว่า Just Transition หรือ “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” จึงไม่ได้หมายถึงการต่อต้านการลดคาร์บอน แต่หมายถึงการทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นโดยไม่สร้างผู้แพ้กลุ่มใหม่

เพราะเมื่อโรงงานเปลี่ยนเทคโนโลยี รถยนต์เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ EV โรงไฟฟ้าฟอสซิลทยอยลดบทบาท หรือธุรกิจย้ายไปใช้พลังงานสะอาด ผลกระทบไม่ได้จบที่ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

คนงานอาจเสียงาน ผู้ผลิตรายเล็กอาจปรับตัวไม่ทัน ชุมชนอาจสูญเสียรายได้ ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้น และบางพื้นที่อาจกลายเป็นผู้รับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน

OECD จึงเสนอให้ภาคธุรกิจนำหลัก Responsible Business Conduct หรือ RBC มาเป็นกรอบในการจัดการผลกระทบเหล่านี้

จุดเปลี่ยนสำคัญ จาก “ลดคาร์บอน” สู่ “ลดคาร์บอนอย่างไร”

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดของ OECD คือ บริษัทจำนวนมากยังมอง Climate Transition เป็นเรื่องของฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายการเงิน หรือการบริหารความเสี่ยง มากกว่าจะมองเป็นเรื่องของ “คน”

ปัญหาคือ เมื่อประเด็นแรงงาน ชุมชน และผู้บริโภคถูกนำเข้ามาพิจารณาทีหลัง การแก้ไขมักกลายเป็นการเยียวยาความเสียหาย แทนที่จะเป็นการออกแบบระบบเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น

OECD พบว่าบริษัทเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการวางแผนผลกระทบทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และยังไม่พบว่าบริษัทต่าง ๆ สามารถนำมาตรการเพื่อ Just Transition ไปใช้แบบครบวงจรได้อย่างเต็มที่

นี่คือจุดที่รายงาน OECD แตกต่างจากแนวคิด ESG แบบเดิม ESG ไม่ควรจบที่การรายงานว่า “บริษัทปล่อยคาร์บอนเท่าไร” แต่ต้องตอบต่อว่า เมื่อบริษัทลดคาร์บอน ใครได้รับผลกระทบ? และบริษัทกำลังทำอะไรเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถปรับตัวได้?

ถอด 6 สูตร OECD สู่โจทย์ประเทศไทย

OECD เสนอ 6 แนวทางหลักสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์กับประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ

วางแผน Climate Transition พร้อมกับ Social Transition ธุรกิจไทยจำนวนมากกำลังเตรียมรับมาตรการด้านคาร์บอน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และแรงกดดันจาก Supply Chain ต่างประเทศ สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือ แผนคน

โรงงานที่กำลังเปลี่ยนเทคโนโลยีต้องตอบให้ได้ว่า คนงานเดิมจะทำอะไรต้อง Reskill หรือ Upskill เรื่องใด ตำแหน่งงานใดจะหายไป ตำแหน่งงานใหม่จะเกิดขึ้นที่ไหน ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนการฝึกอบรม

เรื่องนี้สำคัญมากกับไทย เพราะเศรษฐกิจกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านหลายชั้น ทั้ง EV, Renewable Energy, Energy Efficiency, Automation และ AI

OECD ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจทำให้ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของไทยประมาณ 60,000 ตำแหน่งมีความเสี่ยงภายในปี 2030 ขณะเดียวกันก็จะสร้างโอกาสงานใหม่ใน Solar, Wind, EV และอุตสาหกรรมสีเขียว

โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “สร้างงานสีเขียว” แต่คือ ทำอย่างไรให้คนที่เสียงานเดิมสามารถย้ายไปสู่งานใหม่ได้

อย่ามองแค่บริษัท ต้องมอง “พื้นที่”

OECD เตือนว่า ผลกระทบจาก Transition ไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วน ถ้าพื้นที่หนึ่งพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียว เมื่ออุตสาหกรรมนั้นหดตัว ผลกระทบจะลามจากโรงงานไปสู่ร้านค้า ที่อยู่อาศัย รายได้ภาษี การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของทั้งพื้นที่

การประเมินผลกระทบเฉพาะบริษัทจึงอาจไม่เพียงพอ ประเทศไทยควรพัฒนา Transition Impact Map ระดับจังหวัด/ภูมิภาค เพื่อดูว่า อุตสาหกรรมอะไรจะเปลี่ยน คนกลุ่มไหนได้รับผลกระทบธุรกิจใดอยู่ในห่วงโซ่ ทักษะอะไรจะหายไป และงานใหม่จะเกิดที่ไหน

เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ OECD ที่ให้มองผลกระทบแบบ Place-based และ Cumulative Impact ไม่ใช่ประเมินโครงการใดโครงการหนึ่งแยกจากบริบทโดยรอบ

“ฟังชุมชน” ต้องเกิดก่อน ไม่ใช่หลังเกิดโครงการ

ประเด็น Stakeholder Engagement เป็นอีกหนึ่งหัวใจของรายงาน

OECD ระบุว่าบริษัทจำนวนไม่มากนักที่มีพันธะชัดเจนในการปรึกษาผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ขั้นออกแบบกิจกรรมลดคาร์บอน

สำหรับไทย นี่เป็นโจทย์ที่สำคัญมาก โดยเฉพาะโครงการ Renewable Energy, Transmission Grid, Battery, EV, Data Center หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ใช้พื้นที่จำนวนมาก

การรับฟังความคิดเห็นจึงไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ควรเป็น ข้อมูลสำหรับออกแบบโครงการเพราะบางครั้งสิ่งที่บริษัทมองว่าเป็น “โครงการสีเขียว” อาจมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับท้องถิ่น

OECD จึงเสนอให้การมีส่วนร่วมต้องเป็น สองทาง ทันเวลา และเหมาะกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงแรงงาน สหภาพแรงงาน ผู้บริโภค ชุมชนท้องถิ่น และชนพื้นเมือง

ผู้บริโภคคือ “ตัวแปรลับ” ของ Net Zero

ประเด็นที่ประเทศไทยควรจับตามากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Affordability เพราะการเปลี่ยนผ่านอาจสร้างต้นทุนใหม่ พลังงานสะอาดอาจต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถ EV ต้องลงทุนระบบชาร์จ อาคารต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ สินค้าอาจมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน

หากต้นทุนทั้งหมดถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคโดยไม่มีมาตรการรองรับ การสนับสนุน Net Zero อาจลดลง

OECD ระบุว่าการยอมรับของผู้บริโภคมีความสำคัญต่อการนำสินค้าและบริการคาร์บอนต่ำมาใช้ โดยเฉพาะเรื่อง ความสามารถในการเข้าถึง ราคา และความสะดวก 

สำหรับไทยจึงต้องคิดเรื่อง “Green Transition ที่ประชาชนจ่ายไหว”ควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ยังขาด “ระบบเชื่อมคน”

ไทยประกาศเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 และกำลังปรับโครงสร้างระบบพลังงานเพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าว

ล่าสุดทิศทางพลังงานไทยยังเดินหน้าสู่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยรัฐบาลวางแนวทางใน PDP 2026 ให้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นในระยะยาว ขณะที่มีการผลักดัน Solar Rooftop, Direct PPA รวมถึงพลังงานลมและชีวมวล

แต่ปัญหาคือ แผนพลังงานกับแผนแรงงานยังต้องเชื่อมกันให้แน่นกว่านี้เพราะการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เปลี่ยนแค่แหล่งพลังงาน มันเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าการขนส่ง อาคาร เกษตร

ไปจนถึง SME ที่อยู่ใน Supply Chain

OECD เองเคยชี้ว่าไทยต้องปรับ Policy Mix และโครงสร้างสถาบันเพื่อทำให้ Green Transition เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิต และเตือนว่าการดำเนินการแบบสมัครใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

“EV” คือบททดสอบใหญ่ของ Just Transition ไทย

หากต้องเลือกกรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดที่สุด อุตสาหกรรมยานยนต์คือหนึ่งในนั้น ไทยมี Supply Chain ยานยนต์ขนาดใหญ่ การเปลี่ยนจาก ICE ไป EV จึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่กระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ท่อ ไอเสีย และชิ้นส่วนเฉพาะของรถยนต์สันดาปในทางกลับกัน EV เปิดตลาดใหม่ทั้ง Battery, Power Electronics, Software, Charging Infrastructure และระบบอัจฉริยะ

ดังนั้นคำถามของนโยบายไม่ควรเป็นเพียง “ไทยจะผลิต EV ได้กี่คัน?”แต่ต้องถามว่า “แรงงานและ SME ใน Supply Chain เดิมจะย้ายไปอยู่ใน Supply Chain ใหม่อย่างไร?” นี่คือหัวใจของ Just Transition

จาก ESG สู่ “RBC 2.0”

สิ่งที่น่าสนใจจากรายงาน OECD คือการยกระดับแนวคิด Responsible Business Conduct หรือ RBC จากเดิมที่เน้นว่า บริษัทต้องไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และสังคม มาสู่โจทย์ใหม่ว่า

เมื่อธุรกิจกำลังเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือ Climate Change บริษัทต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบของ “การเปลี่ยนแปลง” นั้นด้วย นี่อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ Supply Chain ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทไทยที่ส่งออกสินค้าไปตลาดยุโรปและประเทศพัฒนาแล้ว

เพราะต่อไปการตอบว่า “บริษัทของเราลด Carbon Footprint แล้ว” อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องตอบเพิ่มว่า “เราเปลี่ยนผ่านอย่างไรโดยไม่ละเมิดสิทธิแรงงาน ไม่ทำลายชุมชน และไม่ผลักต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภค”

5 สิ่งที่ไทยควรทำ หากไม่อยากให้ Green Transition กลายเป็น Green Inequality

ทำ National Just Transition Plan ไทยควรมีแผนระดับชาติที่เชื่อม Climate Policy, Energy Policy, Industrial Policy และ Labour Policy เข้าด้วยกัน ไม่ควรแยกเป็นคนละกระทรวง คนละฐานข้อมูล และคนละเป้าหมาย

ทำฐานข้อมูลแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ต้องรู้ล่วงหน้าว่าอุตสาหกรรมไหน ตำแหน่งไหน จังหวัดไหน และทักษะใดกำลังเสี่ยง เพื่อออกแบบ Reskill/Upskill ก่อนการเลิกจ้าง ไม่ใช่หลังคนตกงาน

สร้างกองทุน Transition Fund เงินจาก Carbon Pricing หรือกลไกด้านสภาพภูมิอากาศบางส่วนควรถูกนำกลับมาสนับสนุนแรงงาน ชุมชน และ SME ที่ต้องปรับตัว

ทำ Benefit Sharing ให้เกิดขึ้นจริง โครงการ Renewable Energy และโครงการลงทุนสีเขียวขนาดใหญ่ควรมีกลไกให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เกิดขึ้น ไม่ใช่รับเพียงผลกระทบจากการใช้พื้นที่

OECD ระบุว่าโมเดล Benefit Sharing และ Co-ownership กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน Renewable Energy และ Resource Extraction เพราะช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับผลประโยชน์และลดความขัดแย้ง

อย่าทิ้งคนตอนบริษัทถอนตัว หากโรงงานปิด โครงการถูกขาย หรือบริษัทถอนการลงทุน ต้องมี Responsible Exit Plan เพราะ OECD เตือนว่าการถอนตัวแบบฉับพลันอาจทำให้สินทรัพย์ถูกโอนไปยังผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานต่ำกว่า และผลกระทบอาจตกอยู่กับคนงานและชุมชน

บทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับไทย

World Bank ระบุว่าไทยต้องเร่งทั้งการปรับระบบพลังงาน การพัฒนา Renewable Energy การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า และการยกระดับ Social Protection เพื่อรองรับ Low-carbon Transition

ขณะที่ OECD มองว่าไทยจำเป็นต้องทำให้ Green Transition ไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อสองภาพนี้มาต่อกัน จะเห็นโจทย์ใหญ่ของไทยชัดขึ้น ไทยไม่ได้ขาดเป้าหมาย Net Zero แต่สิ่งที่ต้องเร่งสร้างคือ “กลไกการเปลี่ยนผ่าน” กลไกที่ตอบให้ได้ว่า ใครจะเสียงาน ใครจะได้งานใหม่ ใครจะเป็นคนจ่าย ใครจะได้รับประโยชน์ ชุมชนจะได้อะไร และผู้บริโภคจะยังเข้าถึงพลังงานในราคาที่จ่ายไหวหรือไม่

เพราะในโลกหลัง Net Zero ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ลดคาร์บอนได้กี่ตัน” แต่จะวัดด้วยว่า “ลดคาร์บอนได้ โดยไม่สร้างคนแพ้จากการเปลี่ยนผ่านได้หรือไม่” และนี่อาจเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ก่อนเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มตัว

Net Zero ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ Green Transition แต่ต้องเป็น Just Transition ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์