จากเดิมที่ Data Center ถูกมองเป็นแม่เหล็กดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ วันนี้โจทย์อาจไม่ได้อยู่แค่ “จะรับการลงทุนหรือไม่” แต่อยู่ที่ประเทศไทยจะออกแบบกติกาอย่างไรให้การลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าไปพร้อมกับความมั่นคงทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของคนในพื้นที่
ดร.บัญชา ยาทิพย์ ที่ปรึกษาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท 89 พลัส เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงแนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ภายหลังรัฐบาลเตรียมทบทวนแนวทางส่งเสริมการลงทุน โดยมองว่าควรสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ พร้อมตรวจสอบผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย
เสนอ “กรอบตรวจสอบ” ก่อนเดินหน้าลงทุน
ดร.บัญชาเสนอแนวทางการตรวจสอบ โดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลของแต่ละโครงการอย่างจริงจัง โดยจัดทำเช็กลิสต์และลงพื้นที่สำรวจ ร่วมกับสภาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและเครื่องกลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์
จากนั้นต้องศึกษาผลดีและผลเสียของทั้งโครงการที่ดำเนินการไปแล้วและโครงการใหม่ โดยพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงประเด็นการจัดเก็บน้ำมันสำรองสำหรับระบบของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกังวลของสังคม
ขั้นต่อมาคือการประเมินโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ตรวจสอบว่ามีผลกระทบด้านใดบ้าง รวมถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และประเด็นสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ก่อนนำผลการประเมินเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดควรเดินหน้าต่อ หยุด หรือปรับปรุงในประเด็นใด
ดร.บัญชาเห็นว่า หากดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวอย่างเป็นระบบ จะสามารถกำหนดมาตรการควบคุมและดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เหมาะสมกับประเทศไทยได้
เปลี่ยนโจทย์จาก “เม็ดเงินลงทุน” สู่ผลประโยชน์ประเทศ
ดร.บัญชาระบุว่า แนวคิดการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรมองเพียงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องพิจารณาผลประโยชน์โดยรวมของประเทศด้วย ทั้งปริมาณพลังงานสะอาดที่โครงการต้องใช้ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่ขายให้กับผู้ลงทุน ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ ผังเมือง และความปลอดภัยสาธารณะ
สำหรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ดร.บัญชาระบุว่า ช่วงที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 40,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขอเข้ามาลงทุนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ จึงจำเป็นต้องวางแผนด้านพลังงานอย่างรอบคอบ
เสนอจับคู่ “ดาต้าเซ็นเตอร์–พลังงานหมุนเวียน”
ดร.บัญชาเสนอว่า หากดาต้าเซ็นเตอร์โครงการหนึ่งต้องการกำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ รัฐอาจจัดพลังงานทดแทนในสัดส่วนที่มากกว่าความต้องการ เช่น 200 เมกะวัตต์ จากโซลาร์ พลังงานลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะ แล้วบริหารร่วมกับไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า
แนวทางดังกล่าวสามารถบริหารผ่านระบบ Energy Management System หรือ EMS เพื่อทำให้การจ่ายพลังงานมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันควรกำหนดให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกลับคืนสู่พื้นที่ โดยเสนอให้มีการแบ่งรายได้จากการใช้ไฟฟ้าหรือการจัดเก็บภาษีเพื่อนำไปพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพื้นที่โดยรอบ
นอกจากนี้ควรกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและทำกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์ควรสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ควบคู่กับการลงทุน
ย้ำ 3 คำ “กรีน-ดิจิทัล-ยั่งยืน” ต้องเกิดพร้อมกัน
ดร.บัญชามองว่า ประเทศไทยควรสื่อสารกับนักลงทุนต่างชาติอย่างชัดเจนว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเดินไปพร้อมกับ 3 แนวคิด ได้แก่ “กรีน ดิจิทัล และความยั่งยืน” ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ขณะเดียวกันควรพัฒนาคนไทยให้เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม ไม่ใช่มองดาต้าเซ็นเตอร์เพียงเป็นอาคารที่นำคอมพิวเตอร์มาติดตั้งและใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก เพราะหากสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โซลาร์ฟาร์ม กังหันลม ชีวมวล หรือการผลิตพลังงานรูปแบบต่าง ๆ ก็จะช่วยสร้างงานและสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในประเทศ
ดร.บัญชายังเสนอว่า ไทยควรมองให้ไกลกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นธุรกิจปลายน้ำ โดยต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมต้นน้ำ รวมถึงการหาพันธมิตรด้านเทคโนโลยีเข้ามาร่วมลงทุนและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองได้ในระยะยาว
แนะปรับกติกาลงทุน กำหนดเงื่อนไขพลังงาน-ซัพพลายเชน-พัฒนาคน
ดร.บัญชาเห็นด้วยว่า กฎระเบียบส่งเสริมการลงทุนควรถูกทบทวน โดยไม่ควรให้สิทธิประโยชน์เพียงเพราะนักลงทุนเข้ามาลงทุน แต่ควรกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การจัดหาพลังงานสีเขียว การกำหนดรูปแบบหรือราคาการซื้อไฟฟ้า การสร้างซัพพลายเชนภายในประเทศ และการยกระดับทักษะของแรงงานในพื้นที่ ให้ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการลงทุน
เขายกตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและลาดกระบัง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเสนอให้ใช้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลไกกระจายการพัฒนาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
กระจายดาต้าเซ็นเตอร์สู่ภูมิภาค สร้างงานและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ดร.บัญชาเสนอให้พิจารณากระจายดาต้าเซ็นเตอร์ไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก โดยอาจกำหนดแผนการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในระยะยาว เนื่องจากโครงการมีอายุการดำเนินงานประมาณ 20 ปี
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้กำลังไฟฟ้าที่ถูกใช้โดยดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค รวมถึงสร้างงานให้กับประชาชนในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง เช่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ กาญจนบุรี ราชบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานี
แก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม ด้วย “Data Center Campus”
สำหรับข้อกังวลของนักลงทุนที่ต้องการตั้งโครงการในพื้นที่ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ดร.บัญชาเสนอให้รัฐจัดทำพื้นที่ลักษณะ “Data Center Campus” คล้ายเขตประกอบการ โดยจัดสรรพื้นที่ประมาณ 500-1,000 ไร่ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และสาธารณูปโภคให้พร้อมรองรับการลงทุน
นอกจากนี้สามารถพัฒนาโซลาร์ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับโครงการ รวมถึงจัดเตรียมระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น โดยประเมินว่าสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ในการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปี จึงสามารถเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการลงทุนของเอกชนได้
ดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไม่จำเป็นต้องรื้อย้าย เน้นตรวจความปลอดภัย
ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง ดร.บัญชาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีรื้อหรือย้ายออกทั้งหมด แต่ควรนำกฎหมายควบคุมอาคารเข้ามาตรวจสอบ พร้อมใช้วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า เครื่องกล และสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ตรวจสอบแต่ละโครงการ
หากพบข้อบกพร่องควรเร่งปรับปรุงและเติมเต็มส่วนที่ขาด หากมีระบบใดที่ดำเนินการได้ดีอยู่แล้วก็สามารถคงไว้ ส่วนที่ไม่ถูกต้องต้องแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ซึ่งควรเร่งจัดการเป็นลำดับแรก
ชี้ตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ “มาถูกทาง” แต่ต้องลงมือให้เห็นผล
ดร.บัญชามองว่า การที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อทบทวนนิยามและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยควรจัดทีมวิศวกรลงตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่ง พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนเข้าใจถึงลักษณะของโครงการและผลกระทบที่แท้จริง
เขามองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นโครงการที่เป็นพิษเป็นภัย หากมีการควบคุมมาตรฐานอย่างเหมาะสมและสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศของซัพพลายเชนในประเทศได้
จัดการน้ำ-น้ำมัน-สิ่งแวดล้อม วางระบบตามการใช้จริง
สำหรับประเด็นน้ำเสียและการใช้น้ำ ดร.บัญชาเสนอให้มีการนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดและนำกลับมาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อลดการใช้น้ำใหม่ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมสามารถพัฒนาระบบกักเก็บน้ำหรือพื้นที่ลักษณะแก้มลิงเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของโครงการ
ทั้งนี้ ระบบของดาต้าเซ็นเตอร์สามารถกำหนดได้ว่าต้องใช้น้ำในปริมาณเท่าใดต่อวันหรือต่อปี จึงสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณและออกแบบระบบน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละพื้นที่ได้
ดร.บัญชาย้ำว่า ประเด็นความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยควรตรวจสอบแต่ละจุดอย่างละเอียด หากพบสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือมีความเสี่ยง ต้องเร่งแก้ไขให้เกิดความปลอดภัยก่อนเดินหน้าโครงการ
แนะรัฐเร่งตรวจภายใน 1 เดือน รับลงทุนแต่ต้องมีเงื่อนไข
ดร.บัญชามองว่า แม้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการภายในกรอบเวลาประมาณ 1 เดือนเพื่อไม่ให้กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ความรวดเร็วต้องเดินควบคู่กับความรอบคอบ โดยสามารถแบ่งทีมตรวจสอบออกเป็นหลายชุดเพื่อเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่าง ๆ
จากนั้นควรจัดทำเช็กลิสต์และรายงานผลให้ชัดเจนว่าแต่ละโครงการมีจุดบอดหรือจุดเสี่ยงตรงไหน หากไม่พบปัญหาก็ควรประกาศให้ทราบอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน
ในกรณีมีโครงการจำนวนมาก อาจทยอยตรวจสอบและประกาศผลเป็นระยะ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และความยั่งยืน โดยดร.บัญชาย้ำว่า หากผู้ลงทุนสามารถดำเนินโครงการให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกับชุมชนและประเทศไทยได้ ก็ควรเปิดรับการลงทุนดังกล่าว
ในมุมมองของ ดร.บัญชา ยาทิพย์ โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือการออกแบบกติกาให้การลงทุนสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศมากที่สุด ทั้งด้านพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชน การสร้างงาน การกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งตรวจสอบโครงการที่มีอยู่และกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อให้ความรวดเร็วในการดึงดูดการลงทุนเดินไปพร้อมกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่




