สงครามตะวันออกกลาง สะเทือน ศก.ไทย Q4 แค่ไหน?

24 ต.ค. 2566 - 12:15

  • จับตาภาวะอึมครึมของเศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามกับเศรษฐกิจไทย

  • SCB EIC มอง Q4 ส่งออกไทยเริ่มฟื้น ช่วยหนุนเศรษฐกิจ ขณะที่ผลกระทบโดยตรงจากสงครามอิสราเอลฯ ต่อไทยยังจำกัด

scb_eic_middle_east_war_world_economic_export_thai_inflation_oil_SPACEBAR_Hero_8a47f81e79.jpg

เศรษฐกิจโลก จะเป็นไปในทิศทางไหน เมื่ออิสราเอล ประกาศกร้าว จะปราบขบวนการฮามาสให้สิ้นซากจนหมดไปจากโลกใบนี้ ขณะที่ฮามาสซึ่งเล่นบทพ่อพระ ปล่อยตัวประกันป่วย จะเป็นท่าทีที่อ่อนลงจริง หรือมีปฏิบัติดุดันขึ้นอีกหรือไม่ ยังยากที่จะรู้ความเคลื่อนไหว... แต่ที่แน่ๆ สงครามที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกแน่นอน 

SCB EIC ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้มุมมองว่า ในภาพรวมถ้าพูดถึงการขยายตัวก็ต้องบอกว่า ขยายได้ใน ‘อัตราชะลอลง’ เป็นผลจากกิจกรรมภาคบริการที่เริ่มมีสัญญาณชะลอลง ขณะที่กิจกรรมภาคการผลิตยังหดตัวต่อเนื่อง นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 และต่อเนื่องในปีหน้า จากความล่าช้าในการส่งผ่านผลของนโยบายการเงินตึงตัว เงินออมส่วนเกินเริ่มหมด และหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น 

ขณะที่ ‘เศรษฐกิจจีน’ กลับมาขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 3 ทั้งในภาคบริการและการผลิต ในระยะต่อไปเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัว ส่วนหนึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะออกมาเพิ่มเติม แต่จะยังคงเผชิญปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างในระยะปานกลาง-ยาว

อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก เริ่มชะลอลงบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับสูง SCB EIC คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงจนถึงกลางปี 2567 ก่อนจะทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางที่อาจยังไม่สิ้นสุด ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง จากสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และภาวะเอลนีโญ

จับตาเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวรูปแบบไหน?

สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น SCB EIC มองว่า จะสามารถฟื้นตัวต่อได้ จากการบริโภคภาคเอกชนและภาคบริการเป็นหลัก ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอาเซียน เอเชียตะวันออก และยุโรป อย่างไรก็ดี การสูญเสียความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนบางส่วน และผลกระทบจากการยกระดับสงครามในอิสราเอลฯ ส่งผลให้การเร่งตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลงกว่าที่คาด 

ขณะที่ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยจะยังอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง อีกทั้ง การส่งออกสินค้าไทยที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว และคาดว่าจะกลับมาขยายตัวชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 จากราคาสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเอลนีโญ ราคาสินค้าส่งออกเกี่ยวกับพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงผลจากปัจจัยฐานต่ำ

ในกรณีฐานSCB EIC คาดว่า สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรงผ่านการท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าไม่มากนัก แต่หากสงครามครั้งนี้ขยายวงกว้างไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาจกระทบต่อศักยภาพการส่งออกของไทยในภูมิภาคนี้ รวมถึงอาจกระทบแรงงานไทยที่ทำงานในอิสราเอลและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ได้

คาด เงินเฟ้อไทย คงระดับ 2.5% ถึงปีหน้า

สำหรับภาวะอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้า จากราคาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และนโยบายจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตรของบางประเทศ รวมถึงราคาพลังงานที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงจากการขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความไม่แน่นอนของสงครามในอิสราเอลฯ 

อย่างไรก็ดี แรงกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระยะข้างหน้าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายได้

SCB EIC คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะคงอยู่ที่ระดับปัจจุบัน 2.5% ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาวแล้ว (Neutral rate) และสอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไปที่จะเร่งตัวขึ้น อีกทั้ง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงจะกลับเป็นบวกช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

สำหรับค่าเงินบาท สงครามในอิสราเอลฯ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันโลกและราคาสินทรัพย์ปลอดภัยปรับสูงขึ้น แต่ไม่กระทบค่าเงินบาทมากนัก จากการที่ Fed ส่งสัญญาณ Dovish comments และเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้าตลาดพันธบัตรไทย มุมมองค่าเงินบาทจะปรับแข็งค่าขึ้นในไตรมาส 4 และทยอยแข็งค่าต่อเนื่องในปีหน้า จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และนโยบายการเงินของ Fed ที่จะ ‘ตึงตัว’ น้อยลงในปีหน้า ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐจะทยอยอ่อนค่าลง โดยคาดว่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2566 และแข็งค่าสู่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2567

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์