ฮอร์มุซ 2026 จุดเปลี่ยนพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันไม่ถูกกำหนดแค่ “อุปสงค์-อุปทาน” อีกต่อไป
วิกฤตตะวันออกกลางในปี 2026 กำลังถูกจับตาในฐานะ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของระเบียบพลังงานโลกครั้งใหม่ หลังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทกำหนดราคาน้ำมันและยุทธศาสตร์พลังงานโลกอย่างถาวร มากกว่าจะเป็นเพียงแรงกระแทกชั่วคราวจากสงครามหรือความขัดแย้งในภูมิภาค
ท่ามกลางความเปราะบางของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านสำคัญของน้ำมันและ LNG กว่า 20% ของโลก ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มเร่งสร้าง “เส้นทางสำรอง” และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากจุดคอขวดทางภูมิรัฐศาสตร์
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ “New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ 2026 กับระเบียบพลังงานที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” ระบุว่า หลังจากนี้ตลาดพลังงานโลกจะเข้าสู่ยุคที่ “ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” หรือ Geopolitical Risk Premium กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างถาวร ทำให้ต้นทุนพลังงานโลกสูงขึ้นและผันผวนมากกว่าในอดีต
หนึ่งในสัญญาณสำคัญ คือ การเร่งลงทุนของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะโครงการท่อส่งน้ำมันใหม่ของอิรักที่เชื่อมต่อออกสู่ตุรกี ซีเรีย และจอร์แดน เพื่อกระจายความเสี่ยงสู่หลายเส้นทางขนส่ง ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำรองเช่นกัน
อีกปัจจัยที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาด คือ การถอนตัวของ UAE ออกจากกลุ่ม OPEC ซึ่งสะท้อนแนวโน้มใหม่ของตลาดน้ำมันโลกที่กำลังเปลี่ยนจาก “การแข่งขันพยุงราคา” ไปสู่ “การแข่งขันกำลังการผลิต” หรือ Capacity-driven Competition มากขึ้น
การออกจาก OPEC ทำให้ UAE สามารถเร่งเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มศักยภาพ หลังทุ่มงบลงทุนมหาศาลเพื่อขยายกำลังผลิตสู่ระดับ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่บทบาทของ OPEC+ ในการควบคุมราคาน้ำมันมีแนวโน้มอ่อนแอลง และเพิ่มภาระให้ซาอุดีอาระเบียต้องรับหน้าที่รักษาสมดุลตลาดมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐอเมริกากลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์สำคัญจากวิกฤตครั้งนี้ จากสถานะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยอุตสาหกรรม Shale Oil ของสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น “Swing Producer” รายใหม่ที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้รวดเร็ว และมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่าตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน วิกฤตครั้งนี้ยังกลายเป็นแรงเร่งสำคัญให้ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ เร่งปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานครั้งใหญ่ หลังยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง
ญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มข้นของระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จนสามารถรองรับการใช้งานได้ยาวนานกว่า 250 วัน ส่วนจีนขยายคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ เพื่อรองรับสถานการณ์ปิดเส้นทางเดินเรือในระยะยาว
ผลลัพธ์สำคัญที่เริ่มเห็นชัด คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในเอเชีย หรือปรากฏการณ์ “The Green Leapfrog” ที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงวาระสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “เงื่อนไขความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ
สำหรับประเทศไทย วิกฤตพลังงานปี 2026 กำลังผลักดันให้รัฐบาลเร่งปรับ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่” ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การศึกษาโครงการ Land Bridge การเร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในทะเลอันดามัน รวมถึงการผลักดันการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ MOU 44
นอกจากนี้ ภาครัฐยังเร่งลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และ Smart Grid เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และลดความเปราะบางจากการนำเข้าพลังงานฟอสซิลในระยะยาว
รายงานดังกล่าวประเมินว่า ‘New normal’ ของพลังงานโลกหลังวิกฤตฮอร์มุซ จะทำให้การลงทุนด้านพลังงานในอนาคตไม่ได้มุ่งเน้นเพียงต้นทุนที่ต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่ต้องให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และอธิปไตยทางพลังงาน” มากขึ้น ท่ามกลางโลกที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นต้นทุนถาวรของเศรษฐกิจโลก




