เกมอำนาจ กสทช. เดือดถึงจุดแตกหัก! คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเดินหน้ามาตรการบังคับทางปกครอง ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อหยุดการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างคดี
ล่าสุด ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ในคดีที่ นพ.สรณ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ก่อนหน้านี้ นพ.สรณ ยังคงแสดงเจตจำนงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและเข้าร่วมประชุม กสทช. แต่การดำเนินการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. คนอื่น และอาจทำให้การทำงานขององค์กรสะดุด
จุดเดือดจึงอยู่ตรงนี้ “ใครมีอำนาจนั่งหัวโต๊ะ กสทช.?”
คณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เดินต่อไป อาจกระทบต่อการทำงานของ กสทช. และประโยชน์สาธารณะ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.
จาก “ข้อพิพาทคุณสมบัติ” สู่ “ศึกเก้าอี้ประธาน”
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อพิพาทโดยตรงว่า ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ใครมีสิทธิใช้อำนาจในนาม กสทช. เมื่อการประชุมบอร์ดล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกินสิบครั้ง
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามจากกรณีการปฏิบัติหน้าที่แพทย์รับค่าตอบแทนก่อนเข้ารับตำแหน่ง และเห็นว่ามีผลต่อสถานะการเป็นกรรมการ กสทช.
ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำสั่งให้รับคดีของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา โดยระบุว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะ สิทธิ และหน้าที่ของ นพ.สรณ และถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่สามารถนำมาฟ้องต่อศาลได้ การรับคดีไว้พิจารณา ไม่ได้หมายความว่าศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติหรือไม่มีคุณสมบัติประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล ระหว่างนี้ประธานกสทช.พยายามเรียกประชุมกรรมการ ทั้งที่มีความเสี่ยงเกิดความเสียหาย
กรรมการกสทช.จึงส่งหนังสือถึงกรรมการสรรหาฯ จึงขอให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
“นพ.สรณ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการกสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง” จากจดหมายข่าวการประชุมกรรมการสรรหาฯ
อุตสาหกรรมภายใต้การกำกับของกสทช.ต้องเดินหน้าต่อ
คำถามที่เกิดขึ้น คือ กสทช. จะเดินต่ออย่างไรในระหว่างที่สถานะประธานยังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย คณะกรรมการสรรหาฯ เลือกเดินเกมผ่านศาลปกครอง โดยขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน
“คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน”
เมื่อองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศเกิดข้อพิพาทเรื่องสถานะของผู้ใช้อำนาจ กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น จะเป็นที่พึ่งให้เกิดความกระจ่าง เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ของชาติเดินหน้าต่อไปได้




