ดัชนีหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ 1,355 จุด หลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นเอเชีย เพราะความกังวลต่อนโยบายต่าง ๆ ของทรัมป์เริ่มคลี่คลาย และมีทิศทางที่ดีขึ้น นักวิเคราะห์มองไปที่การลงทุนในหุ้นสหรัฐ ทองคำ คริปโทฯ เป็นตัวหลัก
โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในภาคเช้าวันนี้ 21 มกราม 2568 อยู่ที่ระดับ 1,355.00 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.50 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.08% ในช่วงระหว่างเปิดการซื้อขายภาคเช้าดัชนี SET Index ปรับดีดตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,356.72 จุด และย่อตัวลงทำจุดต่ำสุดที่ 1,343.23 จุด มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 19,636.93 ล้านบาท
SET Index วันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็นบวก หลังจากที่ความกังวลต่อนโยบายการปรับขึ้นกำแพงภาษีของ ‘ทรัมป์’ ผ่อนคลายลง และทรัมป์ไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนควรติดตามจากนโยบายของทรัมป์ โดยเน้นสองประเด็นหลักที่จะส่งผลต่อการลงทุนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ประเด็นแรก: นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
• ท่าทีของทรัมป์ต่อจีนมีความผ่อนคลายมากขึ้น ไม่มีการประกาศขึ้นภาษีทันที
• แนวโน้มการเจรจาการค้ากับจีนส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนระยะสั้น
ประเด็นที่สอง: นโยบายด้านพลังงาน
• ทรัมป์ไม่สนับสนุนนโยบาย Green New Deal
• เน้นการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานแบบดั้งเดิม
• ราคาน้ำมันคาดว่าจะปรับตัวลงมาที่ระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล
• ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน
อย่างไรก็ตามในส่วนของกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเริ่มต้นการรับตำแหน่งของทรัมป์ มองว่า หุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจโลกอาจมีความเสี่ยงในการถูกลดน้ำหนักการลงทุน ขณะที่กลุ่มหุ้นที่อิงกับการบริโภคหรือเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ค้าปลีก และการสื่อสาร จะเห็นการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากกว่า ดังนั้นแนะนำว่าควรให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงหุ้นที่มีกระแสเงินสดมั่นคง เนื่องจากหุ้นหลายตัวในประเทศต่ำ Book Value อยู่มาก เช่น หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ EGCO, RATCH

ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้ทำให้ทุกคนเซอร์ไพรส์ซึ่งต่างจากครั้งก่อนสมัยทรัมป์ 1.0 โดยครั้งนี้ดูผ่อนคลายมากขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีโดยเฉพาะกับจีน อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะไม่ดุดันเหมือนทรัมป์ 1.0 และเชื่อว่าการมาครั้งนี้ของทรัมป์น่าจะเป็นระบบมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้มักจะใช้คำพูดนำนโยบาย แต่ว่าครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมคือมีการคิดทบทวนนโยบายก่อน และมองว่านโยบายของทรัมป์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและให้น้ำหนักกับนโยบายการลดโลกร้อนน้อยลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับหุ้นน้ำมันและ Gas
ส่วนนโยบายที่บวกต่อตลาดโลกจะเป็นนโยบายการค้าต่างประเทศ ที่สหรัฐฯ จะไม่เร่งคลอดมาตรการออกมาในตอนนี้ มองว่า เป็นข่าวบวก แต่ตลาดพอรู้มาก่อนแล้วจึงไม่บวกมาก ยกเว้นจีน ที่ได้อานิสงค์โดยตรง ที่อาจบวกมากกว่ารายอื่น
ทั้งนี้จะทำให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียและไทยมากขึ้นหรือไม่จากนโยบายสงครามการค้าที่ดูผ่อนคลาย เบื้องต้นมองว่า Fund Flow ยังไม่ไหลเข้า เพราะต้องรอดูนโยบายที่ชัดเจนของทรัมป์ก่อน เนื่องจากมีประโยคหนึ่งของทรัมป์ที่ว่าจะไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้ประโยชน์จากการขึ้นภาษีอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะจีน อาจทำให้ทรัมป์ต้องปรับนโยบายภาษีแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นไทยที่มองว่าต่างชาติยังคงเทขายต่อเนื่อง เพราะนโยบายภาครัฐยังไม่สามารถทำให้นักลงทุนเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น
อย่างไรก็ตามมองว่าสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในยุคของทรัมป์ที่นักลงทุนควรจับตา คือ หุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์ประเภท ALTERNATIVE ASSET เช่น ทองคำ คริปโทฯ เชื่อว่ายังเป็นสินทรัพย์ที่ดีและปลอดภัย รวมถึงดอลลาร์ สุดท้ายคือ กองทุนพันธบัตร หลังจากคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยของเฟด




