ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ตอบรับเชิงบวกจากการปลดล็อคความไม่แน่นอนทางการเมือง
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ด้วยคะแนนเห็นชอบ 319 เสียง ไม่เห็นชอบ 145 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง หลังจากคุณเศรษฐา ทวีสิน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแรงกดดันจากความเสี่ยงสุญญากาศทางการเมืองที่ลดลงจากการมีรับรองรายชื่อนายกฯ และความคาดหวังต่อการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดแรงซื้อหุ้นในกลุ่ม domestics โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาฯ ค้าปลีก และกลุ่มสื่อสารเข้ามาผลักดันดัชนี
ส่วนในภาคบ่ายคาดว่า SET Index จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ในกรอบ 1,300-13,10 จุด โดยมีปัจจัยบวกจากประเด็นทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง เมื่อประเทศไทยได้มีนายกคนที่ 31 ซึ่ง บล.ฟิลลิป มองว่าตลาดจะคลายความกังวลในภาพการเมืองและประเด็นที่น่าจับตาต่อคือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต การฟื้นฟูกองทุนวายุภักษ์ การจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ NaCGA มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และ ส่งเสริมการลงทุน
โดยในเชิงกลยุทธ์ลงทุน แนะนำหุ้นเด่น KTB (ธนาคารกรุงไทย) ที่น่าประโยชน์จากการขยายตัวของสินเชื่อภาครัฐผ่านการเดินหน้าโครงการต่างๆของรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องผ่านพรรคแกนนำเดิม
ขณะที่นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ First Up โดยมองว่าหุ้นไทยจะตอบรับเชิงบวกในทางจิตวิทยา เมื่อรายชื่อของนายกรัฐมนตรีมาจากฝากฝั่งของธุรกิจ และเชื่อว่าจะมีการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีขึ้นมาภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะสามารถทำให้เศรษฐกิจช่วงปลายปีเดินหน้าต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวนโยบายที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายด้านการบริโภค เนื่องจากเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะ Soft Landing และสิ่งที่ต้องจับตานอกจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว คือบุคคลที่เข้าจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง





