หากนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน มีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต ในวันนี้ Spacebar มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก สำหรับผู้นำในเรื่องของการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต
เกือบ 3 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เราได้ผู้นำอย่าง นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่ข้ามฟากมาจากภาคเอกชน และเคยอยู่ในฐานะของบอสใหญ่ของกลุ่มแสนสิริ หนึ่งในบิ๊กทรีของวงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย แต่เมื่อมาสวมหมวกในฐานะผู้นำรัฐบาล สไตล์การทำงานของเขากลับดูไม่ค่อยโดนใจคนทั่วไปสักเท่าไร
การบริหารบริษัทเอกชนที่มีเจ้านายสูงสุดคนเดียว ‘ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้’ กับการบริหารรัฐบาลร่วม มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้จะชูภาพของนายกฯคนขยัน ทำงานหนัก เดินสายไปต่างประเทศ และต่างจังหวัด ทำงานหามรุ่ง หามค่ำ ถึงขนาดเปรยๆ ว่า จะปักหลักพักค้างที่ทำเนียบรัฐบาล แต่หากมองในด้านผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ทำให้เขาได้รับความชื่นชม หรือ ‘เข้าตา’ จากประชาชนเท่าที่ควร
ซ้ำร้ายภาพลักษณ์ของ นายกฯเศรษฐา ที่เป็นที่จดจำในสายตาของประชาชน กลับกลายเป็นเรื่องในแง่ ‘ลบ’ เช่น เรื่องสไตล์การแต่งกายที่มีรสนิยม ‘แปลก’ โดยเฉพาะการสวมถุงเท้าที่มีสีสันฉูดฉาดสะดุดตา รวมไปจนถึงการให้สัมภาษณ์ หรือ การหลุด ‘คำพูด’ หรือ ‘กริยา’ ที่ทำให้เกิดคำถาม และปัญหาตามมาหลายๆ ครั้ง
จนมีบางคนตั้งฉายาให้กับเขาว่า ชายผู้หลงใหลถุงเท้าสีลูกกวาด
หนักไปกว่านั้น มีการคุยกันว่าจะเปิดเพจในชื่อ ‘วันนี้เศรษฐา ใส่ถุงเท้าสีอะไร’ แข่งกับเพจดังอย่าง ‘วันนี้ก้าวไกล โกหกอะไร’ เลยทีเดียว
มีหลายคนวิเคราะห์ว่า อาจเพราะ นายกฯเศรษฐา ตระหนักดีว่าตัวเอง มีต้นทุนการยอมรับทางสังคมจากคนไทยส่วนใหญ่ค่อนข้างต่ำ แต่ได้ตำแหน่งนายกฯ เพราะแรงดันมาจากผู้มากบารมีที่อยู่ชั้น 14 จึงต้องพยายามเร่งผลงานหลายๆ ด้าน หวังให้โดนใจประชาชน
แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งทำ ยิ่งพูด ยิ่งโดนวิพากษ์ในเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความพยายามที่จะผลักดันนโยบายการแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาท ที่พยายามจะ ‘ขาย’ ความเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะวิกฤต และจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้น โดยการออก พ.ร.บ.กู้เงินถึง 5 แสนล้านบาท
คนที่ใช่ ทำอะไรก็ถูกไปหมด คนที่ไม่ใช่ ทำให้ดีก็ไม่มีใครชม
ในฐานะผู้นำ ต้องยอมรับว่า ถึงแม้นายกฯเศรษฐาจะประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจ ในฐานะ CEO ใหญ่ของ กลุ่มแสนสิริ แต่การบริหารราชการแผ่นดินนั้น แตกต่างกับการบริหารธุรกิจ ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์บรรทัดสุดท้าย คือ ‘ผลกำไร’ อย่างสิ้นเชิง
ที่ผ่านมาหากพิจารณาจาก สไตล์ และแคแรคเตอร์ การทำงานของ นายกฯเศรษฐา จะพบว่า เขาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง จนอาจมีลักษณะที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มุ่งเน้นผลลัพธ์แบบรวดเร็ว จึงทำให้บางครั้งดูจะมีความอดทนต่ำ
ซ้ำร้ายดูเหมือนเขาจะมี ทัศนคติเชิงลบต่อระบบราชการ จนบางครั้งเหมือนจะไม่ฟังข้าราชการ แต่เลือกที่จะฟังเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้ยิน ที่สำคัญดูจะมีทักษะในการสื่อสารทางการเมืองที่ค่อนข้างมีปัญหา ซึ่งหลายครั้งกลายเป็นการนำพาตัวเองเดินเข้าไปสู่วิกฤติโดยไม่ตั้งใจ
ช่วงที่โควิด – 19 ระบาดอย่างหนัก การนำพาประเทศผ่านวิกฤตินี้ ต้องอาศัยหลากหลายความสามารถ หนึ่งในนั้นคือ ผู้นำของแต่ละประเทศ และมีบทความเรื่อง ‘9 สิ่งที่ผู้นำไม่ควรทำในภาวะวิกฤต’ ของกูรูด้านประชาสัมพันธ์ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ ที่เคยเผยแพร่เมื่อ 21 พฤษภาคม 2563 ซึ่งยังทันสมัย และเข้ากับช่วงนี้พอดี
ในบทความให้นิยามว่า “หน้าที่ของผู้นำ คือ ต้องสามารถกอบกู้ความเสียหาย หรือสิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ต่อการดำเนินธุรกิจ ต่อองค์กร ต่อครอบครัว ให้กลับมาสู่วิถีปกติให้ได้รวดเร็วที่สุด ให้มีผลกระทบน้อยที่สุด (Back to business หรือ Back to normal)
หัวใจสำคัญของผู้นำคือจะต้องสร้างขวัญและกำลังใจ เป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจของคนในสังคม คำสำคัญของภาวะผู้นำคือ การเป็นที่ไว้วางใจหรือ (Trust) “Without Trust Nothing Can Happen” เพราะถ้าไม่เป็นที่ไว้วางใจแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ยาก หรือทำได้อย่างลำบากมาก”
ในงานเขียน “9 สิ่งที่ผู้นำไม่ควรทำในภาวะวิกฤติ” ดนัย ให้คำแนะนำ 9 สิ่งที่ผู้นำไม่ควรทำประกอบด้วย
1\. ผู้นำไม่ควรที่จะพูดอย่างทำอย่าง ผู้นำต้อง Lead by Example โดยเฉพาะเมื่อมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการขอความร่วมมือออกมาแล้ว ในนามของรัฐบาล ขององค์กรต่าง ๆ ผู้นำซึ่งเป็นผู้ประกาศนโยบายนั้น ๆ จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ประกาศอย่างไรแล้วต้องทำอย่างนั้น
2\. ผู้นำไม่ควรแสดงความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้มีการยืนยัน ทางด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์ หรือมีหลักฐานรองรับ เช่น การที่ประธานธิบดีสหรัฐฯ พูดว่าสามารถเอายาฆ่าเชื้อที่ใช้สำหรับทำความสะอาดทั่วไปฉีดเข้าร่างกายเพื่อฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ ทำให้เกิดความโกลาหล คนอเมริกันก็อยากรู้ว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีพูดนั้นจริงหรือเปล่า การแสดงความเห็นส่วนตัวแบบนี้เป็นสิ่งที่ห้ามทำ
3\. ผู้นำไม่ควรสร้างความแตกแยก แต่ต้องสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องสร้างความเป็นทีม ต้องไม่กล่าวหา ต่อว่า ผู้อื่น เช่น ประเทศไทยเราจะเห็นว่าหน่วยงานราชการยังมีการสร้างความขัดแย้งกันเอง มีการฟ้องร้องกันเอง ในภาวะวิกฤตแบบนี้จะทะเลาะกันเองไม่ได้ แต่ต้องมีความเหนียวแน่น เป็นปึกแผ่น และที่สำคัญต้องเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน
4\. ผู้นำไม่ควรโจมตีรายงาน ผลการสำรวจ ผลการวิจัย แต่ควรยอมรับ เผชิญหน้า และหาวิธีการในการแก้ไขสิ่งที่เป็นข้อสรุปของรายงานนั้นๆ ยกตัวอย่างผู้นำสหรัฐ ครั้งหนึ่งมีนักข่าวไปถามว่า มีหัวหน้าทางการแพทย์ได้ไปสำรวจ โรงพยาบาล 333 แห่งในสหรัฐ ปรากฏว่าโรงพยาบาลไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่มีหน้ากากอนามัย ไม่มีเครื่องช่วยหายใจเพียงพอที่รองรับผู้ป่วยโควิด-19 แทนที่ผู้นำสหรัฐจะให้ความสนใจกับข้อสรุปจากโรงพยาบาล กลับไปถามว่าใครเป็นคนทำวิจัยเรื่องนี้ ได้รับตำแหน่งในสมัยประธานาธิบดีคนก่อนหรือเปล่า แทนที่จะสนใจเรื่องโรงพยาบาลแต่กลับไปพุ่งเป้าฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เป็นต้น
5\. ผู้นำไม่ควรเอาประโยชน์ส่วนตน เหนือประโยชน์ส่วนรวม ไม่ควรเอาอีโก้ อัตตา ตัวตนของตัวเองเป็นศูนย์กลางกับการจัดการภาวะวิกฤต เพราะถ้าเราทำเช่นนั้น จะทำให้เราไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ ความเป็นผู้นำจะด้อยลงไป
6\. ผู้นำไม่ควรแถลงข่าวถี่เกินไป ใช้เวทีแถลงเป็นเครื่องมือในการหาเสียง แย่งซีนผู้เชี่ยวชาญ ในภาวะวิกฤติประชาชนต้องการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ภาวะนี้ผู้ที่ควรออกหน้าในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ผู้ที่ควรออกมาเป็นโฆษกควรเป็นแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ แต่การที่ผู้นำออกมาทุกครั้งๆ เสียเวลาไปมากมายไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ที่สำคัญทำให้คะแนนนิยมถดถอยไปเรื่อย ๆ ทำให้ตัวเองเริ่มเสื่อมความนิยมลงไปด้วย
7\. ผู้นำไม่ควรแถลงข่าวนอกประเด็น ไม่อยู่ในสคริปต์ หรือไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของการแถลงข่าวในวันนั้น เพราะการออกนอกประเด็นจะทำให้เป็นการเปิดช่องโหว่ในประเด็นอื่นที่ไม่จำเป็นขึ้นมา หรือในบางกรณีก็หากผู้นำอ่านตามสคริปต์มากเกินไปก็ทำให้ขาดจิตวิญญาณ ขาดพลัง ขาดความมุ่งมั่นในการสื่อสาร ได้ เพราะภาษากายมีความสำคัญ ภาษาพูดก็สำคัญ Content is King but context is Queen สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องระมัดระวังในภาวะวิกฤต
8\. ผู้นำไม่ควรสื่อสารออกมาแบบไร้ทิศทาง หรือสื่อสารไม่ไปในทิศทางเดียวกัน (mixed messages) หมายถึงท่านหนึ่งพูดอย่างหนึ่งอีกท่านหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง หรืออีกวันหนึ่งพูดอีกอย่าง ความสับสนของอเมริกาเกิดขึ้นจากเหตุนี้บ่อยมาก ๆ เช่น เรื่องโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการกุข่าวของฝั่งตรงข้าม หรือ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง วันหนึ่งออกมาประกาศว่าไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย อีกวันบอกไม่ต้องใส่ การสื่อสารทำให้เกิดความสับสน ผู้นำประเทศต้องทำงานร่วมมือประสานกันต้องสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ต้องมี consistents message และ single message
9\. ผู้นำไม่ควรเรียงลำดับความสำคัญผิด เน้นเศรษฐกิจ การเมือง เหนือชีวิตประชาชน ตัวอย่างของสหรัฐที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และชีวิตของประชาชนทำให้ตอนนี้ตัวเลขการตายเพราะโควิด-19 ของเขาสูงกว่าผู้เสียชีวิตในรอบสิบกว่าปีตอนที่มีสงครามเวียดนามอีก เพราะสหรัฐไปให้ความสำคัญของเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องคะแนนเสียงของเขาเป็นหลัก ในภาวะวิกฤติ สิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญคือชีวิตของคน สุขภาพจิต สุขภาพกายเป็นอย่างไร รองลงมาจึงเป็นเรื่องเศรษฐกิจซึ่งต้องให้ความสำคัญในภาพรวมไปด้วย
ทั้ง 9 สิ่งที่ ผู้นำไม่ควรทำในภาวะวิกฤติ ที่ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย แนะนำไว้ จะมีเรื่องไหนที่เป็นสิ่งที่ตรงกับ ผู้นำของไทยกำลังทำอยู่หรือไม่ คงต้องลองไปหาคำตอบกันเอง





