อคติในใจนายกฯ เศรษฐา เมินกระตุ้นเศรษฐกิจตามรอยลุงตู่

27 พ.ย. 2566 - 15:10

  • รัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายเรือธงของตัวเองในช่วงหาเสียงให้สำเร็จให้ได้ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่รัฐบาลชุดเก่าทำไว้ แม้จะเป็นนโยบายที่ดี

  • นโยบายเงินดิจิทัล เศรษฐากลืนน้ำลายตัวเองหลายครั้งทั้งเรื่องการกู้เงินมาแจก รวมถึงใช้แอปเป๋าตัง

  • นายกฯ ไม่กระตือรือร้นเร่งที่จะพิจารณาหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี จนลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าไม่อยากเดินตามรอยเท้าของรัฐบาลประยุทธ์ หรือ มีเจตนาที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเดินไปถึงจุดวิกฤติจริงๆกันแน่

settha_ignoring_economic_stimulation_following_previous_prime_minister_SPACEBAR_Hero_125e2a1fba.jpg

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในรัฐบาลชุดก่อนถูกเพิกเฉย รัฐบาลใหม่ มุ่งหามาตรการใหม่ แนวทางใหม่ เพื่อรักษาหน้าตัวเอง หากไม่ปล่อยวางว่า ไม่ทำตามของเดิมของคนเก่า การกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ลำบาก 

อาจจะเป็นเรื่องปกติในทางการเมืองเมื่อมีรัฐบาลใหม่ นอกเหนือจากจะต้องนำนโยบาย ‘เรือธง’ ที่รณรงค์หาเสียงเอาไว้มาดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมแล้ว อีกเรื่องที่ดูจะเป็น ‘สิ่งต้องห้าม’ ทางการเมือง คือการก็หลีกเลี่ยงไม่ ‘เหยียบซ้ำ’ สิ่งที่รัฐบาลก่อนหน้าเคยทำไว้ ถึงแม้จะเป็นนโยบายหรือมาตรการที่ดีก็ตาม  

เห็นได้ชัดจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่เพียรพยายามจะผลักดันนโยบายแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทให้เกิดขึ้นให้ได้ ถึงแม้จะต้องยอม ‘กลืนน้ำลาย’ จากที่เคยบอกจะไม่ ‘กู้’ ก็ยอมจำนนด้วยสถานการณ์ที่ไม่รู้จะเอาเม็ดเงินถึง 5 แสนล้านบาทมาจากไหนหากไม่กู้ ขณะเดียวกันที่เคย ‘ปากแข็ง’ ว่าจะไม่ใช้แอป ‘เป๋าตัง’ ของรัฐบาล ลุงตู่ แต่จะออกเป็นดิจิทัลวอลเล็ต ไปๆมาก็กลายเป็นการต่อยอดแอปเป๋าตัง  

แต่เพราะเหตุที่ ‘ตีโจทย์’ ผิดมาตลอด ปัญหาตอนนี้ก็เลยต้องลากยาวกว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทจะผ่าน สภาฯ เอาเงินออกมาใช้ได้ถ้าไม่ไปสะดุดล้มคว่ำไปเสียก่อนก็คงต้องราวกลางปีหน้า ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ก็ยังคงไม่เดินไปถึงไหน เชื่อว่ากว่า พ.ร.บ.งบประมาณฯจะผ่านก็คงราวเมษายนปีหน้า คำถามที่น่าสนใจก็คือ ห้วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน ธันวาคม ไปจนถึง เมษายนปีหน้า รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรออกมาบ้างหรือไม่ หรือเราจะปล่อยให้เศรษฐกิจเดินไปแบบไม่รู้ชะตากรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ   

เราจะเสียเวลาไปกับวิวาทะระหว่างผู้คนในรัฐบาลกับผู้คนในแวดวงเศรษฐกิจ ตลาดเงิน-ตลาดทุน ที่ยังคงเถียงกันไม่จบเสียทีว่าตกลงแล้วเศรษฐกิจไทยวิกฤต หรือ เศรษฐกิจไทยไม่ดี กันแน่ ? เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ หรือ ศักยภาพเศรษฐกิจไม่เติบโต ? ประเทศไทยควรกระตุ้น หรือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจกันแน่ ? 

หากเรามัวแต่เถียงกันแต่ไม่หาข้อสรุปเพื่อเดินหน้า แถมรัฐบาลก็มัวแต่ ‘ว้าวุ่น’ กับเรื่องการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ยิ่งนานวันเศรษฐกิจไทยก็ทรุดลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็คงเดินไปถึง ‘วิกฤต’ ในไม่ช้า 

อีกสิ่งหนึ่งที่บรรดานักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และบรรดาภาคเอกชนเองค่อนข้างสับสนและไม่เข้าใจกับ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็คือ หากแม้แต่นายกฯ เศรษฐา ก็ยังยอมรับว่าเศรษฐกิจไม่ดีมากกว่าที่คิดเมื่อเห็นตัวเลข GDP ไตรมาสล่าสุดที่โตเพียงแค่ 1.5% ขณะที่ตัวเลขส่งออกในเดือนตุลาคมล่าสุดที่แถลงออกมาก็ยังคงฟื้นตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ คือโตราว 8.00% จากปีที่แล้วต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้  

คำถามที่ชวนคิดก็คือ ทำไมรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา กลับไม่กระตือรือร้นเร่งที่จะพิจารณาหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี โดยจนถึงนาทีนี้ มีเพียงมาตรการ Easy e-Receipt หรือ e-Refund ที่จะกระตุ้นให้มีการจับจ่ายใช้สอยในช่วงต้นปีหน้าในวงเงิน 5 หมื่นบาท เพื่อนำไปลดหย่อยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปีภาษี 2567 โดยจะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ปีหน้า  

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งเคยมีการนำมาใช้ในช่วงปลายปี ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล เช่นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และผู้มีรายได้ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เช่นการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง การลดหย่อนอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้กลับไม่ได้รับการพิจารณา  

เพราะอย่างนี้จึงทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเบื้องหลังในเรื่องนี้เพียงเพราะรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ไม่อยากเดินตามรอยเท้าของรัฐบาลประยุทธ์ หรือ มีเจตนาที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเดินไปถึงจุดวิกฤติจริงๆกันแน่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์