งบ SMEs ปี 2570 รัฐบาลเลือกต่อลมหายใจ ไม่สร้างเครื่องยนต์ใหม่

2 ก.ค. 2569 - 14:36

  • งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ SMEs ในปี 2570 มีวงเงินรวม 14,748 ล้านบาท ครอบคลุม 285 รายการ กระจายอยู่ใน 39 กรม ภายใต้ 12 กระทรวง

  • งบประมาณสำหรับ SMEs คิดเป็น 0.39% ของงบประมาณแผ่นดิน ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบทบาทของ SMEs ในระบบเศรษฐกิจ

  • ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องเปลี่ยนมุมมองต่อ SMEs จากกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ ไปสู่กำลังผลิตสำคัญที่ต้องได้รับการลงทุนอย่างจริงจ

งบ SMEs ปี 2570 รัฐบาลเลือกต่อลมหายใจ ไม่สร้างเครื่องยนต์ใหม่

ตัวเลข #งบประมาณปี2570 ที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ประกอบการ #SMEs อาจดูเหมือนเป็นเพียงรายละเอียดทาง#การคลัง แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป โครงสร้างงบประมาณชุดนี้กำลังสะท้อนวิธีคิดของรัฐไทยต่อ SMEs อย่างชัดเจนว่า เรายังมอง SMEs เป็น #ผู้ประกอบการที่ต้องประคอง มากกว่ามองเป็น #กำลังผลิตหลัก ที่ต้องลงทุนเพื่อยกระดับ

งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ SMEs ในปี 2570 มีวงเงินรวม 14,748 ล้านบาท ครอบคลุม 285 รายการ กระจายอยู่ใน 39 กรม ภายใต้ 12 กระทรวง คิดเป็นเพียง 0.39% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ตัวเลขนี้ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบทบาทของ SMEs ในระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในฐานะแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ ฐานการผลิตของประเทศ และห่วงโซ่อุปทานสำคัญของภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการ

SME-Budget-2027-Government-chooses-keep-things-afloat-Not-build-new-economic-engine-SPACEBAR-Photo01.jpg

ประเด็นที่สำคัญกว่าขนาดของงบประมาณ คือ “ทิศทาง” ของงบประมาณ

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการจัดสรร พบว่า งบส่วนใหญ่ถึง 77.6% หรือประมาณ 11,440.9 ล้านบาท ถูกใช้ไปกับมาตรการด้านการเงิน สินเชื่อ และการค้ำประกัน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนและเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับผู้ประกอบการ มาตรการเหล่านี้จำเป็นในช่วงที่ SMEs จำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนสูง หนี้เดิม กำลังซื้อชะลอตัว และข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียน

การใช้ทรัพยากรภาครัฐเกือบ 4 ใน 5 ไปกับการค้ำประกันความเสี่ยงทางการเงิน ย่อมทำให้ต้องตั้งคำถามว่า นโยบาย SMEs ของไทยกำลังแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” มากเกินไปหรือไม่

เพราะปัญหาที่แท้จริงของ SMEs ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินทุน หากแต่คือ “ช่องว่างด้านผลิตภาพ” หรือ Productivity Gap ที่เป็นรากฐานของความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง การใช้เทคโนโลยีต่ำ การขาดมาตรฐานสินค้าและบริการ การบริหารจัดการที่ยังไม่เป็นระบบ แรงงานที่ต้องยกระดับทักษะ และการเข้าถึงตลาดใหม่ที่ยังจำกัด

SME-Budget-2027-Government-chooses-keep-things-afloat-Not-build-new-economic-engine-SPACEBAR-Photo02.jpg

หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข เงินทุนที่เติมเข้าไปก็อาจทำได้เพียงช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการได้อย่างแท้จริง SMEs อาจมีเงินกู้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มีผลิตภาพสูงขึ้น ไม่ได้มีเทคโนโลยีดีขึ้น ไม่ได้มีมาตรฐานสูงขึ้น และไม่ได้มีตลาดใหม่มากขึ้น

ความแตกต่างระหว่างนโยบาย “ประคองให้รอด” กับ “ยกระดับให้โต”

น่าสังเกตว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพและที่ปรึกษาได้รับเพียง 8.8% หรือประมาณ 1,295 ล้านบาท ขณะที่งบด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานได้รับเพียง 7.4% หรือประมาณ 1,097 ล้านบาท ทั้งที่ทั้งสองด้านนี้ควรเป็นหัวใจของการเพิ่มขีดความสามารถ SMEs ในระยะยาว เพราะการแข่งขันในโลกใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครเข้าถึงเงินทุนได้มากกว่า แต่วัดกันว่าใครผลิตได้มีประสิทธิภาพกว่า ใช้ข้อมูลได้ดีกว่า สร้างมาตรฐานได้สูงกว่า และตอบสนองตลาดได้เร็วกว่า

งบด้านการตลาดและการส่งออกกลับได้รับการจัดสรรน้อยที่สุด เพียง 2.7% หรือประมาณ 401.2 ล้านบาท ทั้งที่ SMEs ไทยมีสัดส่วนการส่งออกเพียง 14.2% ของมูลค่าการส่งออกทั้งประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนโจทย์สำคัญว่า SMEs ไทยยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้มากพอ ทั้งที่การขยายตลาดคือกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ เพิ่มขนาดธุรกิจ และยกระดับจากผู้ประกอบการรายเล็กไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับโลก

หากรัฐต้องการให้ SMEs เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจจริง งบประมาณด้านการตลาด การส่งออก เทคโนโลยี มาตรฐาน และผลิตภาพ ไม่ควรถูกจัดไว้เป็นงบส่วนน้อยของระบบ แต่ควรถูกยกระดับเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ

เพราะในโลกที่การแข่งขันเปลี่ยนเร็ว SMEs ไม่ได้ต้องการเพียงเงินกู้ แต่ต้องการเครื่องมือที่จะทำให้แข่งขันได้จริง ต้องการเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ต้องการมาตรฐานที่เชื่อมกับตลาด ต้องการที่ปรึกษาที่เข้าใจธุรกิจ ต้องการข้อมูลในการตัดสินใจ ต้องการช่องทางการขายใหม่ และต้องการระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมได้

คำถามสำคัญของงบประมาณ SMEs ปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐจัดงบช่วย SMEs มากพอหรือไม่” แต่คือ “รัฐกำลังใช้งบประมาณเพื่อสร้างอนาคตแบบใดให้ SMEs”

หากงบประมาณยังเน้นการค้ำประกันสินเชื่อเป็นหลัก ประเทศไทย อาจได้เพียง SMEs ที่ยังพอประคองตัวอยู่ได้ แต่ไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็งขึ้น แข่งขันได้มากขึ้น และเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องเปลี่ยนมุมมองต่อ SMEs จากกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ ไปสู่กำลังผลิตสำคัญที่ต้องได้รับการลงทุนอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการต่อลมหายใจให้ SMEs อยู่รอดไปวันต่อวัน แต่อยู่ที่การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

ท้ายที่สุด คำถามที่เราควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “รัฐช่วย SMEs เพียงพอหรือไม่” แต่ต้องถามให้ตรงกว่านั้นว่า “รัฐเข้าใจจริงหรือไม่ว่า SMEs ต้องการอะไรเพื่อเติบโต”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์