ทางเดียว ที่จะแก้ปัญหา การเข้าถึง‘ตลาด’ของSME คือ‘สร้างตลาดที่เป็นธรรม’

19 ส.ค. 2569 - 16:45

  • แก้ปัญหาของ SME มาต่อเนื่อง ยาวนาน แต่ปัญหาไม่จบ

  • มองปัญหา และทางแก้ไข บนพื้นฐานความเป็นธรรม เท่าเทียม

  • สร้างตลาดที่เป็นธรรม ไม่มีใครผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด

ทางเดียว ที่จะแก้ปัญหา การเข้าถึง‘ตลาด’ของSME  คือ‘สร้างตลาดที่เป็นธรรม’

ในโลกของนโยบายเศรษฐกิจ เรามักเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยคำถามว่า ‘รัฐควรทำอะไร’ แต่บางครั้งคำถามที่สำคัญกว่าคือ ‘ตลาดยังทำงานอยู่หรือไม่’ เพราะหลายปัญหาที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรม การเข้าถึงทุนที่ยาก โอกาสของ SME ที่หายไป หรือการผูกขาดของผู้เล่นรายใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการที่ ‘ตลาดล้มเหลว’ เสมอไป แต่อาจเกิดจากการที่เราไม่เคยเปิดโอกาสให้ตลาดทำงานอย่างแท้จริง

แนวคิด Market as a Solution to Market Problems จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

เพราะคำว่า ‘Market Problem’ ไม่ได้แปลว่าเราต้องรีบสร้างมาตรการรัฐเข้าไปแก้ทุกครั้ง บางปัญหาต้องแก้ด้วยการสร้าง ‘ตลาดที่ดีกว่าเดิม’  ตลาดที่มีผู้เล่นมากพอ มีข้อมูลมากพอ มีการแข่งขันจริง และไม่มีใครมีอำนาจกำหนดกติกาฝ่ายเดียว

ตัวอย่างชัดที่สุดคือปัญหา SME เข้าถึงเงินทุนไม่ได้

คำตอบแบบเดิมคือรัฐตั้งกองทุน เพิ่มสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเพิ่มวงเงินค้ำประกัน สิ่งเหล่านี้จำเป็นในบางช่วง แต่หากทำไปตลอด เรากำลังแก้ปัญหา ‘Access to Finance’ ด้วยงบประมาณรัฐ แทนที่จะถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยัง‘ไม่มีตลาดการเงิน’ที่สามารถประเมินความเสี่ยงของ SME ได้หลากหลายกว่าระบบสินเชื่อธนาคาร

หากมีตลาดทุนสำหรับกิจการขนาดเล็ก มี Crowdfunding มี Revenue-based financing มี Invoice financing มีตลาดรองสำหรับสินทรัพย์ SME และมีข้อมูลธุรกิจที่ทำให้ผู้ให้ทุนแข่งขันกัน ปัญหาการเข้าถึงทุนส่วนหนึ่งอาจไม่ได้ต้องการ ‘เงินจากรัฐ’ แต่ต้องการ ‘ตลาดของเงินทุนที่แข่งขันกันมากขึ้น’

เช่นเดียวกับปัญหาการตลาดของ SME

วิธีคิดเดิมคือรัฐ‘จัดงานแสดงสินค้า’ พาไปออกบูธ หรืออุดหนุนค่าโฆษณา แต่คำถามเชิงโครงสร้างคือ

ทำไม SME จึงเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้ยาก

ทำไมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมการมองเห็นสินค้าต้องซื้อโฆษณา

ทำไมเจ้าของตลาดจึงสามารถเป็นทั้งกรรมการ ผู้กำหนดกติกา และคู่แข่งขันกับผู้ขายในตลาดเดียวกันได้

นี่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยการแจกงบการตลาด

มันคือปัญหาที่ต้องแก้ด้วย ‘การแข่งขันของตลาด’

หากมีแพลตฟอร์มแข่งขันกันมากขึ้น หากผู้ขายย้ายข้อมูลและชื่อเสียงข้ามแพลตฟอร์มได้ หาก Interoperability เกิดขึ้น หากอัลกอริทึมไม่สามารถเลือกปฏิบัติอย่างไร้การตรวจสอบ และหากผู้ประกอบการมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ตลาดเองจะบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเสนอเงื่อนไขที่ดีขึ้น

นี่คือความแตกต่างระหว่าง ‘ช่วย SME แข่งขัน’ กับ ‘สร้างตลาดที่ SME สามารถแข่งขันได้’

ประโยคสองประโยคนี้ดูคล้ายกัน แต่มี‘นัยทางนโยบายต่างกันอย่างมหาศาล’

แบบแรกทำให้ SME กลายเป็น‘ผู้รับความช่วยเหลือ’

แบบหลังทำให้ SME กลายเป็น‘ผู้เล่นทางเศรษฐกิจที่มีสิทธิ’

ปัญหาเดียวกันเกิดขึ้นในภาคค้าปลีก เมื่อ Supplier รายเล็กต้องเผชิญค่าธรรมเนียมจำนวนมาก เครดิตเทอมยาว การวางสินค้าแบบเสียเปรียบ หรือ Private Label ของเจ้าของพื้นที่ค้าปลีกเอง คำตอบไม่ควรมีเพียงการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม แต่ต้องถามต่อว่า ‘โครงสร้างตลาดมีการแข่งขันเพียงพอหรือไม่’

เพราะในตลาดที่มีการแข่งขันจริง หากผู้ซื้อรายหนึ่งกดเงื่อนไข Supplier มากเกินไป Supplier ย่อมสามารถย้ายไปหาผู้ซื้อรายอื่นได้

ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อคำว่า ‘ย้ายไปที่อื่น’ ไม่มีอยู่จริง

นั่นคือจุดที่ ‘Market Problem’ กลายเป็น‘ Market Structure Problem’

และตรงนี้เองที่บทบาทของรัฐต้อง‘เปลี่ยน’

รัฐไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่นในตลาดทุกตลาด ไม่จำเป็นต้องตั้งแพลตฟอร์มใหม่ทุกครั้งที่แพลตฟอร์มเอกชนมีปัญหา ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนใหม่ทุกครั้งที่สินเชื่อขาด และไม่จำเป็นต้องอุดหนุนทุกครั้งที่ SME แข่งขันไม่ได้

บทบาทที่สำคัญกว่าคือการเป็น ‘Market Maker ในเชิงสถาบัน’

ไม่ใช่ Market Maker ในความหมายของการเข้าไปซื้อขาย แต่คือผู้สร้างกติกาที่ทำให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ของมันได้

รัฐต้องสร้าง Competition ต้องทำให้ Entry ง่าย

ทำให้ Exit ง่าย

ทำให้ Switching Cost ต่ำ

ทำให้ข้อมูลเคลื่อนย้ายได้ ลด Information Asymmetry

ป้องกัน Abuse of Dominance และไม่ปล่อยให้ผู้ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของตลาดกลายเป็นผู้กำหนดผู้ชนะในตลาดเสียเอง

นี่คือหัวใจของเศรษฐกิจตลาดที่แท้จริง

เพราะตลาดไม่ได้แปลว่า ‘ปล่อยเอกชนทำอะไรก็ได้’

ตลาดที่ไม่มีการแข่งขันไม่ใช่ Free Market

มันคือ ‘Private Power’

และตลาดที่ผู้เล่นรายใหญ่สามารถกำหนดราคา กำหนดการมองเห็น กำหนดช่องทางชำระเงิน กำหนดข้อมูล และกำหนดว่าใครจะเข้าถึงลูกค้าได้ ย่อมไม่ได้แตกต่างจากระบบรวมศูนย์มากนัก เพียงแต่ศูนย์กลางอำนาจย้ายจากรัฐไปอยู่ในมือบริษัทเอกชน

ดังนั้นคำถามของนโยบายเศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่ควรมีเพียง

‘รัฐจะช่วย SME อย่างไร’

แต่ควรถามว่า

‘เราจะสร้างตลาดอย่างไรให้ SME ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐตลอดไป’

เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ใช่เศรษฐกิจที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือมากที่สุด

แต่คือเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้จากการแข่งขัน การสร้างคุณค่า และการเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม

บางครั้ง Solution ของ Market Problem จึงไม่ใช่ Government Intervention ที่มากขึ้น

แต่คือ ‘Better Market’

และนี่อาจเป็น Paradigm ใหม่ที่นโยบาย SME ไทยต้องเริ่มคิดให้จริงจังเสียที

อย่าเพียงช่วยผู้ประกอบการให้‘อยู่รอด’ในตลาดที่‘ไม่เป็นธรรม’

จงสร้างตลาดที่เป็นธรรมจนผู้ประกอบการ‘ไม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือ’

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์