ถอดรหัสให้คน ม.33 รู้บันได 3 ขั้น จ่ายเพิ่มได้อะไรเพิ่ม!

6 ธ.ค. 2567 - 16:35

  • ประกันสังคม แจง การปรับเพดานค่าจ้างฯ คำนวณการส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่ม เพื่อประโยชน์ผู้ประกันตน ‘ที่มากกว่า’

  • ระบุ บันได 3 ขั้น คือ แผนดำเนินงานที่แบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มขั้นแรกปี 2569 ขั้นสอง 2572 และขั้นสุดท้าย 2575

  • เผยยังคง 6 สิทธิประโยชน์เช่นเดิม แต่เติมเงินเพิ่มทุกส่วน เช็ก! สิทธิประโยชน์ที่เพิ่ม?

social_security_fund_section33_payment_benefits_received_SPACEBAR_Hero_501b1bf4b4.jpg

ยังคงกลายเป็นประเด็นร้อน สำหรับคนในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ที่กำลังต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งจนถึงขณะนี้เชื่อว่า แม้หลายคนจะทราบ ว่าการจ่ายเพิ่ม ทำให้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่ม แต่ความพร้อมของการควักจ่าย ในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่รู้ว่า ถึงวันนั้น สถานการณ์งานและการเงิน จะเป็นเช่นไร เทียบกับเศรษฐกิจขณะนี้ หลายคนก็ยังหืดขึ้นคอ เงินทองไม่คล่องตัวนัก การจะหารายได้เพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

บันไดสิทธิประโยชน์ คน ม.33 หลังปรับเพดานค่าจ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ยืนยันว่า ผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ได้สิทธิประโยชน์ที่กองทุนจัดไว้ให้ 6 ด้าน ‘เพิ่มขึ้น’ แน่นอน

โดยบันได้ 3 ขั้นที่ว่านั้น เป็นการทยอยปรับขึ้นเงินสมทบฯ ตามเพดานค่าจ้าง (ที่แต่เดิมใช้เพดานที่ 15,000 บาท) ซึ่งการปรับขึ้นใน 3 ขั้น ประกอบด้วย  \- เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน เริ่มปี 2569-2571 \- เพดานค่าจ้าง 20,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน เริ่มปี 2572-2574 \- เพดานค่าจ้าง 23,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1.150 บาท/เดือน เริ่มปี 2575 เป็นต้นไป

social_security_fund_section33_payment_benefits_received_SPACEBAR_Photo_V01_4381dd66b6.jpg

สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ม.33 ที่เพิ่มขึ้น

กล่าวได้ว่า เมื่อผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่ม ก็ทำให้กองทุนฯ นำไปบริหารจัดการ และให้สิทธิ์การรักษาเมื่อเจ็บป่วย หรือกรณีการว่างงาน รวมถึงเงินสงเคราะห์ฯ และเงินดูแลเมื่อชราภาพ มากขึ้น ซึ่งประกันสังคม ชี้แจงรายละเอียด ดังนี้

1\. เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ ที่มีความเพียงพอสอดคล้องกับค่าจ้างจริง เนื่องจากฐานที่ใช้ในการคำนวณเพื่อรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะคำนวณจากค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคม ดังนี้ – เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน – เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพสูงสุด 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน – เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน – เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน – เงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานสูงสุด 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน – เงินบำนาญชราภาพ ไม่ต่ำกว่า 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่นำส่งเข้ากองทุน โดยผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ 15 ปี จะได้รับบำนาญ 20% ของค่าจ้าง ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมากกว่า 15 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มอีก 1.5% ทุกการส่งเงินสมทบครบ 12 เดือน

สำหรับเงินบำเหน็จชราภาพ จะได้รับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีการนำส่งเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเพิ่มขึ้นจากการปรับฐานที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบ

2\. เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกองทุน รองรับรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น

3\. เพื่อการกระจายรายได้จากผู้มีรายได้มากไปสู่ผู้มีรายได้น้อย ภายใต้ระบบประกันสังคม เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกันตน 62.5% มีค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท และมีผู้ประกันตน 37.5% มีค่าจ้างเท่ากับหรือสูงกว่าเพดานค่าจ้างปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าว สามารถทำได้จาก 4 ช่องทาง ดังนี้ 1\. ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค.67 2\. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังค (www.sso.go.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค.67 3\. มุมรับฟังความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ และสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา จนถึง 31 ธ.ค.67 4\. การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เริ่มตั้งแต่ 16 ต.ค. – 31 ธ.ค.67

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์