ตรวจสอบใช้งบประมาณแผ่นดิน ผ่าน ‘ส่องรัฐ’ พบ ‘ธงแดง’ เพียบ

19 ต.ค. 2569 - 20:12

  • ตรวจสอบความโปร่งใสการใช้งบประมาณของรัฐ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’

  • ใช้เกณฑ์ OECD หาสัญญาณ ‘ธงแดง’ เตือนภัยโครงการน่าสงสัยให้ตรวจสอบต่อ

  • นอกจากพบโครงการน่าสงสัยจำนวนมาก อีกปัญหาใหญ่คือรัฐ ‘ไม่เปิดเผยข้อมูล’ ทั้งหมด และการตั้งโครงการซ้ำซ้อน

ตรวจสอบใช้งบประมาณแผ่นดิน ผ่าน ‘ส่องรัฐ’ พบ ‘ธงแดง’ เพียบ

หนึ่งในคำถามใหญ่ที่คนไทยมองหน่วยงานรัฐเสมอมาคือ งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศจริงหรือไม่ ในขณะที่ประชาชนต้องการเห็นความโปร่งใส แต่กระบวนการตรวจสอบงบประมาณกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ตั้งแต่ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ครบถ้วน ไปจนถึงรายละเอียดขอบเขตของงาน หรือ TOR ที่ยากจะเข้าถึง 

นี่จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’ เพื่อช่วยทุ่นแรงในการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐด้วยการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นการนำข้อมูลที่รัฐเปิดเผยไปวิเคราะห์ต่อ เพื่อตอบคำถามข้อสงสัยในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ 

SPACEBAR ได้สัมภาษณ์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’ หวังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐได้ง่ายขึ้น  

ดร.การดี เริ่มต้นอธิบายถึงที่มาของการสร้างแพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’ ด้วยแนวคิดการตรวจสอบข้อมูลภาครัฐที่รัฐจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ โดยแพลตฟอร์มนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสร้างมากระดับพันล้านบาทหรือใช้เวลาพัฒนานานหลายปี แต่ใช้วิธีนำกลไกประมวลผลที่มีอยู่เดิม ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)  เข้ามาช่วยอ่าน วิเคราะห์ข้อมูลเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง 

จากข้อสังเกตโครงการ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ มีมากเกินจริง สู่การค้นพบ 2,000 โครงการ 

“เราเริ่มแรกจากการตั้งข้อสังเกตว่า โครงการที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล เกี่ยวข้องกับคำว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ มันเยอะมาก แล้วเราก็รู้ว่าหลายอันมันไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้คำว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ มันก็คือเป็น basic application ทั่วๆไป และนั่นก็เป็นที่มาว่า project แรกของ ‘ส่องรัฐ’ เราเริ่มกวาดข้อมูลที่เปิดเผย ที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์เข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน ทำให้เราพบว่าทั่วไทยมีกว่า 2,000 โครงการของรัฐ ที่มีคำว่า AI ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ถ้า 2,000 โครงการ มองว่าประเทศไทยต้องเจริญ และเป็นผู้นำทางด้าน AI แล้วใช่ไหมคะ แล้วก็ไปเจอว่ามันมีความซ้ำซ้อน คือโครงการเดิมแค่เปลี่ยนชื่อ กับโครงการใหญ่ ๆ ที่เรามีการตรวจสอบที่ผ่านมาอย่างเข้มข้นก็คือ TH-AI Passport เพราะว่ามันมีจำนวนมูลค่าโครงการที่สูงที่สุดในถังนั้น ก็คืออยู่ที่ 1,600 ล้าน แล้วนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นการตรวจสอบเป็นต้นมา” ดร.การดี กล่าว 

ใช้เกณฑ์ OECD ตรวจสอบการใช้ 'งบ' ตามมาตรฐานสากล 

OECD หรือ ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ ได้มีการสร้างเกณฑ์ที่เป็นแนวทางในการตรวจจับความผิดปกติในการล็อกสเปก การสมยอมราคา (Bid-Rigging) หรือการเอื้อประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมาตรฐานความโปร่งใสในระดับสากล โดย ‘ส่องรัฐ’ ได้นำ เกณฑ์มาตรฐานนี้ มาเขียนเป็นหลักเกณฑ์ (Criteria) ให้ AI สแกนรายละเอียดขอบเขตของงาน หรือ TOR หาก TOR นั้นมีขอบเขตงานหรือเงื่อนไขที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน OECD ระบบจะขึ้นเตือน ‘ธงแดง’ เพื่อจัดลำดับความเสี่ยง ตั้งแต่ระดับแจ้งเตือนสูง (High Alert) ไปจนถึงระดับปานกลาง 

“หลักการของ OECD คือทำให้การเปิดกว้างของการแข่งขันเป็นธรรมมากที่สุด หรือหลักของ OECD อันหนึ่งที่เราเจอบ่อยมากก็คือว่า ใน TOR มันประกอบด้วย ขอบเขตของงานที่กว้างเกินกว่าคนใดคนหนึ่งจะทำได้ ขอยกตัวอย่างของ TH-AI Passport มีตั้งแต่การทำประชาสัมพันธ์ (PR) การทำแพลตฟอร์มเรื่องของการเรียนรู้ออนไลน์ ไปจนถึงการทำ แพลตฟอร์มในการทำ AI ตัวอย่างแบบนี้ ถ้าใช้เกณฑ์ OECD ก็จะบอกว่า มันกว้างแล้วมันหลากหลาย มันกระจัดกระจาย มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนหนึ่งคนที่จะทำทุกอย่าง ความเชี่ยวชาญแบบนี้ทุกอย่าง อันนี้ก็จะขึ้นมาเป็นธงแดง ทำให้เราต้องเจาะลงไปว่าเหตุเพราะอะไร” 

songrath-open-data-budget-transparency-SPACEBAR-Photo02.jpg

หากไม่ใช้เกณฑ์ OECD อาจไม่รู้ว่านี่คือ ‘สัญญาณผิดปกติ’  

ดร. การดี ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในการใช้เกณฑ์ของ OECD กับการตรวจสอบที่ผ่านมา 

“โครงการถ้าเป็นระดับขนาดใหญ่ที่มีหลากหลายขอบเขต ที่ทำให้เขาเชื่อได้ยากมากว่าจะมีบริษัทหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญทั้งหมดพร้อมกัน ในมุมของ OECD ถือว่าผิด เป็นเรื่องที่ต้องจับตา แต่ในมุมของรัฐไทยบอกว่าเขาจงใจเขียนแบบนี้เพราะว่ารัฐไม่มีความสามารถในการทำเป็น project management เขาจึงต้องการให้จ้างหนึ่งคนแล้วไปบริหารจัดการ End-to-End ไปเลย อันนี้มันก็เลยเป็นสิ่งที่แตกต่าง มันมีความต่างในแง่ของเชิงความคิด” 

ปัญหาสำคัญ ที่ดร. การดี ใช้คำว่า ‘ปวดใจมากที่สุด’ คือการตั้งโครงการซ้ำซ้อนกันไปมา และความจำเป็นของการใช้งบประมาณ การทำงานของหน่วยงานซ้ำๆ ในเรื่องคล้ายกันแต่ไม่มีใครมีความสามารถศักยภาพเพียงพอ ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก 400 - 500 ล้านขึ้นไป ซึ่งสามารถใช้เงินก้อนเดียวกันมาพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย

ข้อมูลที่เปิดจริงไม่ถึง 5% และสารพัดข้ออ้างจากรัฐ 

อีกหนึ่ง ‘จุดอ่อน’ สำคัญ คือการเปิดเผยข้อมูลจากภาครัฐ โดย ดร.การดี ยอมรับว่าเพิ่งได้ข้อมูลจาก ‘องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)’ ว่า ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบของกรมบัญชีกลางในปัจจุบัน มี ไม่ถึง 5% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ซึ่งไม่ว่าเข้าไปดูหน่วยงานไหนก็มักขึ้นสัญญาณธงแดงให้ต้องตรวจสอบต่อ 

สาเหตุหลักมาจากช่องโหว่ทางระเบียบที่อนุญาตให้โครงการที่มีมูลค่าไม่สูง (เช่น ไม่เกิน 500,000 บาท) ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ส่งผลให้เกิดการ "ซอยงบประมาณ" เป็นโครงการย่อยๆ จำนวนมาก เช่น ในอดีตพบโครงการมูลค่าราว 490,000 บาท เกิดขึ้นถี่ผิดปกติโดยไม่ถูกดึงเข้าสู่ระบบกลางให้ตรวจสอบได้ 

นอกจากปัญหาปริมาณข้อมูลแล้ว ยังมีปัญหาเรื่อง รูปแบบข้อมูล โดยหน่วยงานรัฐมักเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์เอกสารที่พิมพ์ออกมา เซ็นชื่อ แล้วนำไปสแกนเป็นไฟล์ PDF ทำให้ภาพเบลอ ซึ่งประชาชนหรือนักวิเคราะห์นำข้อมูลตัวเลขไปประมวลผลต่อได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มักถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด  

songrath-open-data-budget-transparency-SPACEBAR-Photo01.jpg

ปรับความคิด 'Open by Default' ให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ 

การพบ ‘ธงแดง’ อาจไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว แต่ทำให้เห็นถึง ‘สัญญาณ’ ที่จะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป ว่ามีใครเกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การเทียบราคา การเข้ามาประกวดงาน และการได้งาน ตรวจคนที่เข้ามาเสนองาน และคนที่รัฐนั้นเสนอราคา ซึ่งมีข้อมูลหลายบริษัทที่เป็นมหาชน ที่ง่ายในการดึงข้อมูลที่เป็นสาธารณะเข้ามาวิเคราะห์ต่อกันได้ และเมื่อหาความเชื่อมโยงในชั้นของคณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้นหลัก แล้วเห็นความเชื่อมโยง ก็จะตรวจสอบความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทต่อ ก็จะพบรูปแบบคล้าย ๆ กัน คือ ถ้าเป็นโครงการใหญ่ ๆ จะมีเพียง 3-4 บริษัท หรือผู้ถือหุ้นหลักอยู่ในนี้ จึงเป็นข้อสงสัย และเป็นที่มาในการตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ 

ทางออกของการแก้ไขปัญหาระยะยาว คือการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของภาครัฐ จากเดิมที่ปิดกั้นข้อมูลมาสู่หลักการ "Open by Default" (เปิดเผยเป็นหลัก)โดยข้อมูลทั้งหมดต้องอยู่ในรูปแบบที่ AI และคอมพิวเตอร์สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้  

“คือเราพยายามเขียนลงไปในการปรับแก้ พ.ร.บ. ว่าข้อมูลของรัฐ ให้ใช้คำว่า Open by Default คือเปิดนอกจากจะโดนสั่งให้ปิด แต่ตอนนี้คือปิดนอกจากจะโดนสั่งให้เปิด” 

ยื่นสมัครสมาชิก OECD แต่วันนี้ภาครัฐยังไม่เปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้ 

“เป็นเรื่องที่อยากจะวิงวอนเลยค่ะ บอกว่าเราก้าวสู่ OECD มันเป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลงถูกไหมคะ แต่เรื่องง่ายๆ ขอใช้คำว่าเรื่องง่ายๆ เพราะมันมาจากคำสั่งที่ชัดเจนเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ควรจะใช้เวลานาน นี่คือการแสดงความจริงใจ สำหรับ OECD มันก็มีคำถามอยู่เหมือนกันว่า เวลา OECD ตรวจสอบ เขาตรวจสอบอะไร คือ outcome (ผลลัพธ์) หรือ process หรือกระบวนการ อย่างบ้านเรา มันมีตึกถล่ม ถูกระเบียบอย่างนี้ ตกลงเราดูอะไร เราดูที่ตึกถล่ม หรือเราดูว่าระเบียบการซื้อจัดจ้างมันถูกต้อง ถ้า outcome มันออกมาไม่ดีอย่างนี้ เราจะมีการช่วยกันแก้อย่างไร” 

การที่ไทยจะยกระดับมาตรฐานขึ้นมาให้เข้า OECD ได้ สิ่งที่ยากที่สุดในตอนนี้คือเรื่องของความโปร่งใส การทำให้เกิดความแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในมุมมองของ ดร.การดี 

วันนี้ที่ฝ่ายการเมืองกำลังทำหน้าที่ในการสร้างความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ หน้าที่ของประชาชนยังคงต้องเดินหน้าในการมีส่วนร่วมช่วยกันตรวจสอบและดูแลการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นภาษีของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศอย่างแท้จริง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์