space ecomomy ไทย กับเดิมพันครั้งสำคัญ

14 มิ.ย. 2569 - 13:05

  • อุตสาหกรรมอวกาศ ถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในทศวรรษหน้า

  • เศรษฐกิจอวกาศไทย มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง มีผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์และฐานลูกค้าที่เข้มแข็ง

  • แม้จะมีศักยภาพ มีแผนยุทธศาสตร์ ยังต้องการความเชื่อมั่นที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ 

space ecomomy ไทย กับเดิมพันครั้งสำคัญ

ไทยกับการแข่งขันเศรษฐกิจอวกาศในอาเซียน เส้นทางสู่การเป็นศูนย์กลางภูมิภาคเศรษฐกิจอวกาศ #spaceeconomy กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เคยเป็นทั้งผู้ใช้เทคโนโลยีอวกาศ และผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจอวกาศโลกที่มีมูลค่าแตะ 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในทศวรรษหน้า

ไทยกับลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการปรับยุทธศาสตร์ในระดับเศรษฐกิจและนโยบาย ความพยายามสะท้อนออกมาด้วย แผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ 2023-2037 การจัดทำร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ และการกำหนดให้เศรษฐกิจอวกาศเป็นหนึ่งใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve

เศรษฐกิจอวกาศโลก กับ โอกาสของไทย

เศรษฐกิจอวกาศโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากมูลค่าประมาณ 415,000 ล้านดอลลาร์เมื่อไม่กี่ปีก่อน สู่ระดับ 613,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีราว 7-8 เปอร์เซ็นต์ ภาคเอกชนมีสัดส่วนถึง 78 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุค Old Space ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐสู่ยุค New Space ที่บริษัทเอกชนและสตาร์ทอัพมีบทบาทนำ

สำหรับประเทศไทย มีธุรกิจในอุตสาหกรรมอวกาศมานานแล้ว การเติบโตของเศรษฐกิจอวกาศโลกเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านฐานอุตสาหกรรมการผลิตและต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้ไทยต้องเร่งวางระบบนิเวศและกรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม

สถานะปัจจุบันของเศรษฐกิจอวกาศไทย

ข้อมูลจาก GISTDA ระบุว่าในปี 2021 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอวกาศของไทยมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศกว่า 35,600 กิจการ สร้างรายได้ราว 56,000 ล้านบาทต่อปี ภาครัฐตั้งเป้าหมายสร้างสตาร์ทอัพด้านอวกาศและอากาศยานใหม่ปีละประมาณ 10 ราย รวม 100 ราย ใน 10 ปี และมุ่งก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจราว 300,000 ล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า

ระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศไทยในปัจจุบันประกอบด้วยผู้เล่นหลักสามกลุ่ม ได้แก่ หน่วยงานรัฐที่มี GISTDA เป็นแกนกลาง บริษัทเอกชนรายใหญ่อย่าง Thaicom และ mu Space Corp และสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการบ่มเพาะ

โครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม

อุตสาหกรรมดาวเทียมไทย มีไทยคม Thaicom ที่มีจุดแข็งการเป็นผู้บุกเบิกเชี่ยวชาญในธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น มีโครงสร้างพื้นฐานมั่นคง ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ภายใต้แนวคิด "New Space Economy" เปลี่ยนทิศทางจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Satellite Operator) ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำในภูมิภาค

แผนกลยุทธ์หลักคือการรุกเข้าสู่ตลาดดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit - LEO) โดยเฉพาะการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Amazon LEO ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่จะช่วยทลายข้อจำกัดด้านความหน่วงของสัญญาณ และเปิดประตูสู่การให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไทยคมผสานเทคโนโลยีอวกาศเข้ากับนวัตกรรมยุคใหม่ นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) มาวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์เทรนด์โลกยุคใหม่ เช่น การจัดการภัยพิบัติ อุตสาหกรรมการเกษตรอัจฉริยะ และการประเมินคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงและมีความยั่งยืน

ทิศทางในอนาคตของไทยคมจึงไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณจากฟากฟ้า แต่คือการผันตัวเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มข้อมูลอวกาศ (Space Data Platform) ที่เชื่อมโยงการสื่อสารไร้พรมแดนเข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในไทยและภูมิภาคอาเซียน

ยังมี Mu Space บริษัทไทยที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ การลงนาม MOU กับบริษัท ispace ของญี่ปุ่นเพื่อร่วมพัฒนาบริการในเส้นทาง cislunar และการเข้าร่วมโครงการ VANAPA เพื่อพัฒนาระบบประเมินคาร์บอนเครดิต แสดงการเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีอวกาศกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นโยบาย กฎหมาย แผนแม่บท

แผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ 2023-2037 วางเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอวกาศในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นการใช้กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการให้บริการสาธารณะ แผนดังกล่าวสอดรับกับแนวคิด New Space Economy โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและสตาร์ทอัพเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศที่คาดว่าจะตราใช้ได้ภายในสองปี จะเป็นกรอบกฎหมายสำคัญในการกำกับกิจกรรมอวกาศ ครอบคลุมกลไกการอนุญาต การกำหนดความรับผิดและการประกันภัย และข้อกำหนดด้านการบรรเทาขยะอวกาศ การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยลดความไม่แน่นอนและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

การแข่งขัน ความท้าทาย โอกาส และ Spaceport

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเวทีแข่งขันเศรษฐกิจอวกาศที่ทวีความเข้มข้น อินโดนีเซียมีดาวเทียมอย่างน้อย 19 ดวง และตั้งเป้าจะสร้าง Spaceport และขีดความสามารถปล่อยจรวดของตนเองภายินปี 2040 สิงคโปร์มีดาวเทียม 18 ดวง และเน้นการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบริการเชิงพาณิชย์ ขณะที่ไทยมีดาวเทียม 12 ดวง มาเลเซีย 9 ดวง และเวียดนาม 3 ดวง ไทยมีจุดแข็งด้านฐานอุตสาหกรรมการผลิตและอิเล็กทรอนิกส์ ทำเลใกล้เส้นศูนย์สูตร และมี AIT Center แต่ยังล้าหลังสิงคโปร์ด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพและการเงิน และกำลังต้องแข่งขันกับอินโดนีเซียและเวียดนามที่พยายามพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศอย่างจริงจัง

Spaceport จุดแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์ ?

แนวคิดการจัดตั้ง Spaceport ในไทยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ การศึกษาของ KPMG พบว่าไทยมีข้อได้เปรียบสามประการ คือ ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ การมีฐานอุตสาหกรรมสนับสนุน และโอกาสสร้างงาน การตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้การส่งจรวดใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการ Spaceport มีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การลงทุนต้องใช้เงินทุนสูงและให้ผลตอบแทนในระยะยาว ทำให้จำเป็นต้องมีการออกแบบรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่เหมาะสม การมอง Spaceport เป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจที่ผนวกศูนย์วิจัย เทคโนโลยีการผลิต และการฝึกอบรมเข้าด้วยกัน อาจให้ผลเชิงพัฒนาที่คุ้มค่ากว่า

ฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของไทยอยู่ที่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ทำให้มีพื้นฐานดีในการต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนและระบบสำหรับดาวเทียมและอุปกรณ์อวกาศ เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีสัดส่วนราว 6 เปอร์เซ็นต์ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2027

การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมที่ครอบคลุมค่อนข้างดี รวมกับการพัฒนาความสามารถด้าน AI และ IoT ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลจากดาวเทียมไปยังผู้ใช้ปลายทางสามารถทำได้สะดวก และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันเศรษฐกิจอวกาศ

มิติกฎหมายและความยั่งยืน

การจดทะเบียนวัตถุอวกาศและการกำกับดูแลวงโคจรเป็นข้อกำหนดสำคัญของกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศกำหนดกลไกการออกใบอนุญาตและการจดทะเบียน รวมถึงมาตรการบรรเทาขยะอวกาศ การมีกรอบการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่รัดกุมสามารถเปลี่ยนเป็นข้อได้เปรียบเชิงภาพลักษณ์ว่าไทยเป็นประเทศที่ทำกิจกรรมอวกาศอย่างมีความรับผิดชอบ

ไทย กับ เดิมพันครั้งสำคัญ

ทิศทางหลักของไทยคือการใช้ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเดิมที่แข็งแกร่ง ทั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และทำเลที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตร มาต่อยอดร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศที่เริ่มเป็นรูปธรรม เช่น ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (AIT Center) และดาวเทียม THEOS-2 การขับเคลื่อนนี้พลิกโฉมจากอดีตที่นำโดยรัฐ มาเป็นการผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำและสตาร์ทอัพ เพื่อตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมอวกาศเป็น New S-Curve ที่จะสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศถึง 3 แสนล้านบาทในทศวรรษหน้า

เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอวกาศ ต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรง โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีระบบนิเวศทางการเงินเหนือกว่า และอินโดนีเซียที่เร่งสร้าง Spaceport ของตนเอง ทิศทางการเอาชนะของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "การบริหารจัดการเชิงนโยบาย"

จำเป็นต้อง มีทิศทางที่ชัดเจน ของ Space Economy การมีแผนประเทศที่ชัดเจน มีกฎหมายอย่าง  พ.ร.บ. กิจการอวกาศ ไม่เพียงพอแต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ  โครงการ Spaceport ต้องพิสูจน์ศักยภาพในการเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจแบบบูรณาการ ให้อุตสาหกรรมอวกาศ ได้พัฒนาเพียงใด หากไทยสามารถเชื่อมโยงกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากรเข้าด้วยกันได้สำเร็จ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยมีพื้นที่ยืนที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่มูลค่าอวกาศโลกได้อย่างยั่งยืนได้ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์