ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 นับวันจะทวีความรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ยังกระจายอยู่ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะภาคอีสาน สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ปริมาณฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเผา ไม่ว่าจะเป็นการเผาอ้อย เผาฟาง เผาป่า โดยเฉพาะการเผาไร่อ้อยมีการพูดถึงมากที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิต
วรพจน์ บุรุษภักดี เลขาเลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเผาอ้อยอย่างเดียว แต่คนมองว่าต้นเหตุมาจากการเผาอ้อย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกวันนี้ กลายเป็นจำเลยสังคมโดยปริยาย หลังจากเกิดปัญหาและรัฐบาลได้มีมาตรการต่างๆ ออกมา ชาวไร่อ้อยได้ปฏิบัติตามรัฐบาล ไม่มีการเผาอ้อยก่อนเข้าหีบอีกแล้ว ยกเว้นอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นช่วงนี้อ้อยที่เข้าโรงงานทั้งหมดจะเป็นอ้อยสด
เลขาเลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ อธิบายเหตุผลที่ต้องเผาอ้อยว่า เพื่อต้องการลดต้นทุนการผลิต หากเปรียบเทียบต้นทุนการเผาและไม่เผาอ้อย อ้อยที่เผา ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 100 บาทต่อตัน ส่วนอ้อยสดต้นทุนการเก็บเกี่ยวก็จะอยู่ที่220 -250 ขึ้นไปต่อตัน คิดเป็นสองเท่า ทำให้มีการเพิ่มต้นทุนการผลิตเกษตรกรเดือดร้อน

“ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกทาง เพราะมลพิษฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เกิดจากการเผาอ้อยโดยตรง ฝุ่นที่เกิดจากอ้อยไม่เกิน1-2 เดือนก็หมดไป ซึ่งการเผาอ้อยก่อนตัด มีมานานแล้ว ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ในแต่ละพื้นที่ไม่อยากตัดอ้อยสด เพราะมีต้นทุนสูง ทำให้กำไรน้อยตามไปด้วย ส่วนคนงานถ้าหากตัดอ้อยสดได้ค่าแรงวันละไม่ถึง 200 บาท แต่ถ้าตัดอ้อยไฟไหม้จะได้ 300-500 ต่อวัน เพราะตัดง่ายไม่ต้องสางใบออก เมื่อ3ปีที่ผ่านมา รัฐบาลก็พยามแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยชดค่าตัดอ้อยสดให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยตันละ 120 บาท แลกกับการไม่เผาอ้อย แต่ปีการผลิต 2566/2567 รัฐบาลยังค้างจ่าย และยังไม่รู้ว่าจะได้เงินเมื่อไหร่”
สิทธิบูรณ์ รัชตะสุวิโรจน์ ประธานสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ปัญหาการตัดอ้อยไฟไหม้ที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยนำส่งโรงงานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ยังไม่ได้รับเงินค่าตัดอ้อยสด เมื่อปีที่แล้ว ที่รัฐบาลรับปากว่าจะช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสด ตันละ 120 บาท ทำให้ในฤดูกาลนี้ มีปัจจัยการผลิตอ้อยสูงขึ้น ต้นทุนการปลูกอ้อยมากขึ้น เฉลี่ยการตัดอ้อยสดมีต้นทุนที่ 250 ต่อตัน โดยที่ราคาอ้อยตันละ 1,160 บาท แต่ตันทุนรวมในการทำไร่อ้อยอยู่ที่ 1,340 บาท

“ในส่วนของแนวทางการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยของจังหวัดอุดรธานี ที่ไม่สามารถส่งอ้อยเข้าโรงงานได้เนื่องจากตัดอ้อยไฟไหม้ ที่ประชุมมีความเห็นว่า จะนำเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลมาเยียวยาซึ่งชาวไร่อ้อยสร้างรายได้นำเงินเข้าประเทศมากกว่า 2 แสนล้านต่อปี จึงอยากให้ทางภาครัฐเร่งช่วยเหลือเงินค่าตัดอ้อย 120 บาท ที่ค้างจ่ายในปี 2567 ให้เร็วที่สุด”
— ประธานสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานกล่าว

ปัญหาการเผาอ้อยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แม้แต่ในต่างประเทศก็ประสบกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องบูรณาการทุกฝ่าย และขึ้นอยู่กับบริบทและพื้นที่นั้นๆ
โดย รศ.ดร.ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับเครื่องจักรกลเกษตรในไร่อ้อยมาตลอด 14 ปี ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาการเผาอ้อยของเกษตรกร

“สำหรับเกษตรกรรายใหญ่ที่จัดรูปแปลงอย่างดี ในภาคอีสานก็มีเยอะพอสมควร ไม่จำเป็นต้องเผาเพราะมีเครื่องจักขนาดใหญ่ สามารถตัดอ้อยได้จำนวนมาก ส่วนรายที่จำเป็นต้องเผาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กที่ไม่มีเครื่องมือตัดอ้อย หรืออีกกลุ่มที่ยังจำเป็นต้องเผาคือกลุ่มเกษตรกรที่เช่าที่ทำอ้อย เป็นแปลงขนาดเล็ก 5 ไร่ 3 ไร่ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะใช้แรงงานคนเป็นหลัก แต่วิธีการแบบนี้จะมีข้อเสียคือมีสิ่งเจอปนเนื่องจากใช้แรงงานคน สางใบอ้อยออกไม่หมดเหมือนการเผา เมื่อไปส่งโรงงานบางแห่งก็ปฏิเสธเพราะมีใบอ้อยติดมาเยอะ ก็จะถูกโรงงานกดราคา เพื่อความยุติธรรมต้องมีข้อตกลงกับโรงงานที่ชัดเจนว่าอ้อยที่เข้ามา หากสางใบไม่หมดจะต้องานหักเงินอย่างไร เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ”
“ถ้าหากเผา ปริมาณน้ำตาลจะได้เยอะกว่า อีกทั้งไม่มีใบอ้อยมาปน มีแต่ลำอ้อยล้วน เพราะใบถูกไฟไหม้ออกหมด อีกทั้งการเผาจะช่วยไล่ความร้อน และความชื้นออกไปบางส่วน เวลาคั้นน้ำทำให้น้ำตาลมีความเข้มข้นสูง ขณะเดียวกันอ้อยเผาก็มีข้อเสีย หากทิ้งไว้นานอ้อยจะเกิดการหมักในรูปแบบอื่น เมื่อเวลาเอาไปสกัดเป็นน้ำตาล จะไม่ได้น้ำตาลเท่าที่ควร หรือที่เรียกว้าอ้อยเน่า”

รศ.ดร.ขวัญตรี ยังได้ยกตัวอย่างโมเดลประเทศที่แก้ปัญหาการเผาอ้อยได้สำเร็จ นั่นคือประเทศบราซิล โดยในบราซิลมีการจัดทำแผนแบนการเผาอ้อยให้เป็น 0 ในระยะเวลา 10 ปี ลงนามโดยชาวไร่ 19,000 รายและโรงงานทุกแห่ง มีรัฐบาลช่วยค่าปรับปรุงแปลงอ้อย ปรับระยะห่างระหว่างแถว จัดรูปแปลงใหม่ เน้นให้สามารถใช้เครื่องจักรทำงาน จัดผังการขนส่ง และส่งเสริมผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยประเทศบราซิลเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งของโลก มีการบริโภคในประเทศด้วย
“การจัดทำแผนการงดเผาอ้อยของบราซิล เริ่มจากปี 2008 ปี โดยแบ่งเป็น2 ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ปี2008 - 2014 จะเน้นบริหารจัดการพื้นที่ราบที่เครื่องจักรเข้าได้ง่าย มีการบริหารจัดการแปลงโดยจะไม่มีการเผาเลย จากนั้นระยะที่ 2 คือปี 2014-2017 บริหารจัดการพื้นที่ไร่อ้อยที่ปลูกตามภูเขา เพราะเครื่องจักรเข้ายากกว่า มีการบริหารจัดการแปลงเช่นเดียวกัน โดยทั้ง2ระยะใช้เวลาประมาณ 9-10 ปีในการจัดการปัญหานี้ โดยบูรณาการทั้งเรื่องการจัดโซนนิ่งอย่างไรเพื่อให้การขนส่งที่ถูกลง, การเก็บเกี่ยวจะต้องจัดรูปแปลงอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสี่เหลี่ยม ความยาวแปลง 400 เมตรขึ้นไป”
“ประเทศบราซิลจะจัดรูปแปลงง่ายกว่าประเทศไทย เพราะเป็นแปลงใหญ่ ทำให้การจัดการง่ายขึ้นกว่า นอกจากนี้ยังมีการนำใบอ้อยมาทำเป็นพลังงาน จนทำให้ปี 2014 ไม่มีการเผาในพื้นที่ราบ ส่วนปี 2017 ก็ไม่มีการเผาในพื้นที่ภูเขา ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือที่บราซิลไม่ต่างจากไทย แต่จะแตกต่างที่รูปแบบแปลงและการบริหารจัดการ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย”
รศ.ดร.ขวัญตรี ยกตัวอย่างอีกประเทศ คือประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายแรง กำหนดให้อ้อยสดราคาสูง และมีการส่งเสริมให้จัดรูปแปลงใหม่ โดยยื่นข้อเสนอทำชลประทานให้ ส่วนเกาะนิวยูเนียน รับซื้ออ้อยพร้อมยอดและกาบใบเพราะเน้นผลิตไฟฟ้ามากกว่าน้ำตาล
สำหรับออสเตรเลีย มีเผาอยู่บางส่วนที่ลมพัดออกทะเล ประเทศอินเดีย ศรีลังกาก็มีความพยายามที่จะแบนการเผาอยู่เช่นกัน ซึ่งแต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขต่างกัน บางประเทศไม่ใช่ผู้ส่งออกสามารถอุดหนุนราคาได้ บางประเทศอากาศชื้นช่วงตัดอ้อย ใบอ้อยย่อยสลายง่ายกว่าประเทศไทยมาก
“สำหรับประเทศไทยสิ่งที่ยังทำได้ยาก คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการติดตาม จับกุม ปรับ ขังคนที่จุดไฟวางเพลิง เพราะเจ้าของแปลงบางแห่งก็ไม่ได้เป็นคนเผาเอง ขณะที่หลายพื้นที่มีการให้รางวัลนำจับซึ่งก็ช่วยได้บ้าง ซึ่งมาตรการจับกุม มองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น ต้องทำ เพราะผิดกฎหมายจริงๆ ถ้าหากติดตามข่าวจะเห็นชัดว่า คนถูกจับยังไม่รู้ว่าการเผามีความผิด เพราะปีก่อนๆก็ทำกัน ฉะนั้นก็ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ ทั้งหน่วยงานรัฐ และผู้นำชุมชน เป็นการบอกกล่าว ห้ามปราม และใช้มาตรการทางสังคม เพื่อให้เกษตรกรตระถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมาตาม”
— รศ.ดร.ขวัญตรี กล่าว
รศ.ดร.ขวัญตรี เปิดเผยอีกว่า ส่วนการสร้างแรงใจจูงใจในการสร้างมูลค่าของชานอ้อย เปลือกอ้อยก็เป็นเรื่องจำเป็น ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ที่เริ่มมีปัญหาPM2.5 ทั้งรัฐบาล และโรงงานใหญ่ๆ อย่างเช่น มิตรผล เกษตรไทย และไทยรุ่งเรือง ได้รับซื้อใบอ้อยจากเกษตรกร ตัดเสร็จแล้วไม่ต้องเผา โดยโรงงานช่วยรับซื้อตันละ 800-1,000 บาท
“ยังมีปัญหาเรื่องค่าเก็บ ค่าขน กำไรที่ชาวไร่อ้อยจะได้จริงๆประมาณ 100 กว่าบาทต่อตันเท่านั้น เพราะใบอ้อยมีความเบาและฟู ใส่ 3 ตันเต็มรถบรรทุกแล้ว ทำให้ไปกลับหลายรอบค่าขนส่งก็แพง ถ้าหากขนส่งไปโรงงานเกิน 25-40 กิโลเมตร ก็ไม่คุ้มทุน แต่ถ้าไกลกว่านั้นก็เป็นเรื่องยาก ทางออกคือต้องลดใบอ้อยขนาดเพื่อให้ขนส่งสะดวกและไกลขึ้น และต้องมีจุดรับซื้อเพื่อที่จะแปรรูป ให้มีระยะทางไม่เกิน25 กิโลเมตรจากที่ของชาวไร่ ก็มีความเป็นไปได้”

“สำหรับการแปรรูปจากใบอ้อย ถ้าจะคุ้มค่าที่สุดคือการนำมาทำเป็นเชื้อเพลิง จะอยู่ในรูปแบบการอัดก้อน เพื่อเป็นเชื้อเพลงในโรงไฟฟ้าหรือนำไปทำถ่านอัดแท่ง หรือนำไปเป็นส่วนผสมเพื่อทำปุ๋ยอัดเม็ด ทั้งเชื้อเพลิงอัดก้อนและปุ๋ยอัดเม็ด สามารถทำได้ในระยะ 25 กิโลเมตร การเก็บก็จะมีต้นทุนที่ต่ำลง”
— รศ.ดร.ขวัญตรี กล่าว
หากย้อนมาดูมาตรการของรัฐบาล 6 ข้อ รศ.ดร.ขวัญตรี สะท้อนว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องทำ โดยเฉพาะการจำกัดการรับอ้อยเผา แต่ถ้าบอกเร็วกว่านี้จะดีกว่า เพราะว่าอ้อยลงทุนปีละครั้ง ถ้าประเมินแล้วว่าไม่ให้เผา เกษตรกรจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุน พอไม่รู้คิดว่าปีนี้คงเหมือนปีแล้วมีหลายคนขาดทุน
“อีกมาตรการที่สำคัญคือการสร้างแรงจูงใจและการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น สนับสนุนค่ารวมแปลง จัดรูปแปลงใหม่ เพื่อให้เครืองจักรใหญ่เข้าไปตัดได้ครั้งเดียวโดยไม่ต้องเผา หรือสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากใบอ้อย ให้รัฐบาลช่วยหาตลาด หรือลดภาษี ทำให้ใบอ้อยมีค่าทุกคนก็ไม่อยากเผา”
— รศ.ดร.ขวัญตรี กล่าว
สำหรับภาคอีสาน 20 จังหวัด มีการปลูกอ้อยมากถึง 4,960,255 ไร่ ในอดีตมีการเผามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่ยังไม่มีปัญหา PM2.5 กระทั่งสภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง แม้จะเผาเท่าเดิม แต่การระบายทำได้ยาก จึงเกิดเป็นฝุ่นสะสม ทั่วทุกจังหวัด ปริมาณความเข้มข้นมากน้อยต่างกัน

โสภา สงคราม ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่10(ขอนแก่น) แสดงความเป็นห่วงปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะที่จ.ขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐานจำนวน 20 วัน และสิ่งที่น่าตกใจคือมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องกัน 9 วัน คือช่วงระหว่างวันที่ 18 – 26 มกราคม 2568
โดยเฉพาะวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา พบค่าฝุ่นละอองมีค่าความเข้มข้น 86.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งค่ามาตรฐานจาก 37.5 และค่า AQI เท่ากับ 212 ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงและมีค่าสูงเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับช่วงวันเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว มีค่าเกินมาตรฐานติดต่อกันเกิน 6 เท่านั้น

“ที่มาของค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกินมาตฐาน ส่วนใหญ่เกิดจากการเผา หากไล่เรียง5จังหวัดที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 10 รับผิดชอบจะเห็นว่า จ.ขอนแก่น พบจุดความร้อนในพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่วันที่1 มกราคม ถึง 28 มกราคม มากถึง 261 จุด ขณะที่ จ.กาฬสินธุ์ 204 จุด จ.ร้อยเอ็ด 193 จุด จ. มหาสารคาม 96 จุด และ จ.หนองบัวลำภู 65 จุด”
“โดยมาตรการระยะสั้นมีการประกาศห้ามเผาโดยเด็ดขาด ในเขตเมืองมีการเพิ่มความถี่ในการตรวจจับควันดำ ส่วนระยะยาวต้องมีการอบรมให้ความรู้ และสร้างความตระหนักในการจัดการเศษฟาง เศษอ้อยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทำควบคู่กันไป ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มการระบายอากาศจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 จะเห็นว่า ค่าการระบายอากาศต่ำลงมาก หากมีการเผาต่อเนื่องค่าการระบายอากาศก็ยิ่งต่ำ ทำให้ฝุ่นวนเวียนอยู่ในอากาศได้นานขึ้น”

ขณะที่ ไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สั่งการท้องถิ่น ท้องที่ ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทุกมิติ ทั้งการจราจร การก่อสร้าง การปล่อยควันดำ ส่วนการตรวจจับจุดความร้อน แจ้งไปยังอำเภอทุกอำเภอ เพื่อเข้าดำเนินการระงับการเผาในที่โล่ง ซึ่งพบการเผาในที่โล่งตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 จนถึงปัจจุบัน เกิดการเผาจำนวน 672 จุด โดยเฉพาะการเผาวัสดุทางการเกษตร ให้ทุกอำเภอ จัดชุดเคลื่อนที่เร็วออกปฏิบัติการ และระงับเหตุโดยทันที พร้อมกับจับกุมดำเนินคดีแล้ว 8 ราย





