สตาร์บัคส์ ประเทศไทย วางแผนขยายสาขาครบ 600 สาขาในปี 2570 แม้จะมีปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ และสงคราม เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รองรับการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และต่อยอดพัฒนารายได้จากแฟนตัวยง 1.9 ล้านราย
กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เนตรนภา ศรีสมัย กล่าวว่า สตาร์บัคส์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นเวลา 28 ปี และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของตลาดไทย โดยบริษัทไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ร้านกาแฟ แต่เป็นแบรนด์ที่เติบโตเคียงคู่กับลูกค้า พันธมิตร และชุมชนมาโดยตลอด พร้อมเดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
สตาร์บัคส์มีสาขาทุกประเภททั้งหมด 574 สาขา และตั้งเป้าขยายครบ 600 สาขาต้นปี 2570 โดย 65% เป็นสาขาในกรุงเทพ และที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัด และยังไม่มีสาขาใน 25 จังหวัด ส่วนการขยายสาขาในต่างจังหวัด บริษัทจะพิจารณาศักยภาพของพื้นที่และกำลังซื้ออย่างรอบคอบ พร้อมใช้กลยุทธ์นำเสนอเครื่องดื่มในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้บริการมากขึ้น อย่าง Starbucks Es Yen เอสเพรสโซ่เข้มข้น และ Iced Shaken Choc ช็อกโกแลตเย็น และย้ำว่าเป็นสูตรใหม่ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ ไม่ใช่การลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์
‘อัตราการเปิดสาขาใหม่ ยังเป็นไปตามปรกติ’ เนตรนภายืนยันถึงความเร็วในการเปิดสาขาใหม่ แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และสงครามเกิดขึ้น
โดยค่าเฉลี่ยสตาร์บัคส์เปิดสาขาใหม่ประมาณปีละ 30 สาขา หรือประมาณ 2-3 สาขาต่อเดือน
การเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟไทย จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มูลค่าตลาดกาแฟไทยอยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท และเติบโตประมาณ 8% จากปีก่อนหน้า
เธอบอกด้วยว่า แผนธุรกิจปี 2569 บริษัทกำหนด 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การขยายธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัล การตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคุณภาพและประสบการณ์ร้าน และการเติบโตควบคู่กับการดูแลผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
หลังจากสตาร์บัคส์ได้เปิดตัวเครื่องดื่ม Starbucks® Aerocano ในประเทศไทย เป็นครั้งแรกภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 สะท้อนบทบาทของประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในตลาดสำคัญด้านนวัตกรรมของเครือข่ายสตาร์บัคส์ทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของผู้บริโภคไทยที่พร้อมเปิดรับ และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง และเตรียมเปิดเมนูใหม่

Durian Dream Frappuccino Glass non Shadow เมนูที่ใช้ทุเรียนเป็นวัตถุดิบ รวมถึงเครื่องดื่มชาไทยที่พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะอย่าง Iced Shaken Thai Milk Tea with Egg Custard Pudding Glass
เนตรนภา ยังกล่าวถึงกลยุทธ์ด้านดิจิทัล โดยโปรแกรม Starbucks® Rewards ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ดิจิทัล โดยจำนวนสมาชิก และปริมาณธุรกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพ ในการสร้างการกลับมาใช้บริการซ้ำ เสริมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และเพิ่มคุณค่าตลอดช่วงอายุ ความสัมพันธ์ของลูกค้า

สตาร์บัคส์ยังได้เสริมศักยภาพการสั่งผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยบริการ Mobile Order & Pay รวมถึงความร่วมมือกับ Grab และ LINE MAN เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าเข้าสู่ระบบ Starbucks® Rewards อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก และความยืดหยุ่น
ปัจจุบัน Starbucks Rewards มีสมาชิกกว่า 1.9 ล้านบัญชี และบริษัทจะเดินหน้าพัฒนาช่องทางชำระเงินและบริการดิจิทัลเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า พร้อมขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการเดลิเวอรีและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ สตาร์บัคส์ยังนำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย พร้อมพัฒนาการสื่อสารและข้อเสนอที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว
สำหรับสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ในปี 2562 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยกลุ่มของไทยเบฟฯ ได้เข้าซื้อสิทธิ์สตาร์บัคส์ประเทศไทยจากสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ไทย มาบริหาร ในปีนั้นสตาร์บัคส์ ประเทศไทย มี 327 สาขาทั่วประเทศ และขยายสาขาเกือบเท่าตัวในปี 2570




