สมาคมเหล็กจี้รัฐคุม IF ก่อนคืนชีพ หวั่นคุณภาพต่ำ

17 เม.ย. 2569 - 09:12

  • หวั่นเหล็กไม่ได้มาตรฐาน กระทบความปลอดภัยก่อสร้าง

  • ชี้โรงงาน IF ไร้ระบบ LF คุมเคมี-สิ่งเจือปนยาก

  • เสนอรัฐคุม Lab ทดสอบ-ตรวจสิ่งแวดล้อมเข้ม 100%

สมาคมเหล็กจี้รัฐคุม IF ก่อนคืนชีพ หวั่นคุณภาพต่ำ

เกาะติดอุตสาหกรรมเหล็ก สัญญาณเตือน ‘IF’ กลับมา ท่ามกลางโจทย์คุณภาพ-สิ่งแวดล้อมที่ยังไม่คลี่คลาย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเตาหลอมเหล็กแบบ Induction Furnace (IF) กลายเป็นประเด็นถกเถียงในอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างต่อเนื่อง จากข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิตที่อาจไม่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในโรงงานที่ไม่มีระบบ “ปรุงน้ำเหล็ก” หรือ Ladle Furnace (LF) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดสิ่งเจือปน (impurities) และปรับสมดุลทางเคมีให้ได้ตามมาตรฐาน

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า จุดอ่อนของ IF ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือ “โครงสร้างการควบคุมคุณภาพ” หากไม่มี LF รองรับ การผลิตเหล็กเส้น-ทั้งเหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย-มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เนื่องจากไม่สามารถควบคุมค่าฟอสฟอรัส (P) และกำมะถัน (S) ให้อยู่ในระดับต่ำและสม่ำเสมอได้ ส่งผลให้เหล็กมีความเปราะ แตกหักง่าย และอาจกระทบต่อความปลอดภัยในงานก่อสร้างโดยตรง

นอกจากนี้ กระบวนการหลอมเศษเหล็กในระบบ IF ยังมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นแดงและมลพิษทางอากาศ หากไม่มีระบบบำบัดที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

ท่ามกลางข้อถกเถียงดังกล่าว ล่าสุด ‘กลุ่ม 10 สมาคมเหล็กไทย’ ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังพบสัญญาณการ ‘คืนชีพ’ ของโรงงานเหล็ก IF ที่เคยถูกสั่งระงับการผลิต โดยแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้กลับมาดำเนินการโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด อาจทำให้เหล็กด้อยคุณภาพไหลเข้าสู่ตลาด

โดยเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ตัวแทนจาก 10 สมาคมเหล็ก ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เรียกร้องให้ยกระดับเกณฑ์การอนุญาตโรงงานกลุ่ม IF อย่างจริงจัง โดยมีข้อเสนอสำคัญ 3 ด้าน

1. คุมเข้มคุณภาพน้ำเหล็กและมาตรฐาน มอก.

สมาคมฯ ชี้ว่า ‘หัวใจ’ ของการผลิตเหล็กเส้นอยู่ที่การควบคุมส่วนผสมทางเคมีและการกำจัดสิ่งเจือปน ซึ่งโรงงาน IF ส่วนใหญ่ ‘ไม่มีระบบ LF’ ทำให้ไม่สามารถรักษาคุณภาพได้ตามมาตรฐาน มอก. 20-2559 และ 24-2559 โดยเฉพาะในประเด็นค่าฟอสฟอรัสและกำมะถัน รวมถึงปัญหา non-metallic inclusions ที่เป็นจุดอ่อนของโครงสร้างเหล็ก

2. เสนอเงื่อนไขใหม่ก่อนอนุญาตผลิต

เรียกร้องให้ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดให้ “การมีระบบ Ladle Furnace (LF)” เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับโรงงานที่ต้องการกลับมาผลิตอีกครั้ง หากใช้เทคโนโลยีอื่นทดแทน ต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการวิชาการ เพื่อยืนยันว่าสามารถควบคุมคุณภาพได้จริง ไม่ใช่เพียงผ่านการสุ่มตรวจสินค้า

3. คุมเข้มห้องปฏิบัติการและสิ่งแวดล้อม

เสนอให้ใช้ผลทดสอบจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) เป็นบรรทัดฐานเดียว เพื่อป้องกันการเลือกใช้ Lab ที่อาจทำให้ผลทดสอบคลาดเคลื่อน พร้อมทั้งเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบระบบบำบัดมลพิษทางอากาศและของเสียอย่างครบถ้วน 100% ก่อนอนุญาตให้เดินเครื่อง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นแดงจากการหลอมเศษเหล็ก

ประวิทย์ หอรุ่งเรือง ที่ปรึกษาสมาคมเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ระบุว่า การพิจารณาอนุญาตโรงงาน IF ไม่ควรดูเพียง ‘ผลลัพธ์ปลายทาง’ ของสินค้า แต่ต้องพิจารณา ‘กระบวนการผลิต’ ควบคู่กัน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรักษาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับมาตรฐานเหล็กไทย ท่ามกลางความท้าทายทั้งด้านการแข่งขันและความปลอดภัยสาธารณะ ขณะที่บทบาทของภาครัฐจะเป็นตัวแปรสำคัญ ว่าจะสามารถสร้าง ‘สมดุล’ ระหว่างการฟื้นตัวของผู้ประกอบการ และการคุ้มครองมาตรฐานอุตสาหกรรมได้มากน้อยเพียงใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์