อุตสาหกรรมเหล็ก ถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การกำหนดมาตรฐานการผลิตเหล็กจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน อายุการใช้งานของอาคาร และความเชื่อมั่นต่อระบบอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ล่าสุด สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ออกแถลงการณ์สนับสนุนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมด้วยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (Induction Furnace : IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง และผลักดันให้ภาคการผลิตปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace : EAF) ควบคู่กับกระบวนการปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง (Refining Process) เพื่อยกระดับคุณภาพเหล็กและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง
สนับสนุนรัฐแก้ปัญหาอุตสาหกรรมเหล็กสะสมกว่า 10 ปี
สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ระบุว่า ปัญหาคุณภาพเหล็กจากกระบวนการผลิตที่ขาดการควบคุมด้านโลหะวิทยาอย่างเหมาะสม เป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมเผชิญมานานกว่าทศวรรษ และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารในระยะยาว
สมาคมฯ จึงสนับสนุนแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องการปิดช่องโหว่ด้านมาตรฐานการผลิต พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งทบทวนหลักเกณฑ์และกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
ข้อกังวลต่อร่างมาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สมาคมฯ แสดงความกังวล คือ ความพยายามผลักดันร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ ซึ่งยังเปิดช่องให้ใช้เทคโนโลยีเตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างได้
สมาคมฯ เห็นว่า หากร่างมาตรฐานดังกล่าวได้รับการประกาศใช้ อาจขัดกับแนวทางยกระดับความปลอดภัยของภาครัฐ และทำให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยพัฒนาช้ากว่ามาตรฐานสากลในระยะยาว
ทำความรู้จัก IF และ EAF ต่างกันอย่างไร
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้ คือ ความแตกต่างของเทคโนโลยีการผลิตเหล็กระหว่างเตา IF และเตา EAF
เตา IF ทำงานโดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเศษเหล็กให้กลายเป็นน้ำเหล็ก จุดเด่นคือใช้เงินลงทุนไม่สูงและมีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน
ขณะที่ระบบ EAF จะมีขั้นตอนการควบคุมคุณภาพทางโลหะวิทยามากกว่า โดยสามารถทำงานร่วมกับกระบวนการปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace : LF) เพื่อกำจัดสิ่งเจือปน ปรับแต่งส่วนประกอบทางเคมี และควบคุมคุณภาพของน้ำเหล็กให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น
ในมุมวิศวกรรมวัสดุ ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การหลอมเหล็กเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การควบคุมคุณภาพน้ำเหล็ก” ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีดเป็นเหล็กเส้น
เหตุใดกระบวนการปรุงน้ำเหล็กจึงมีความสำคัญ
ตามหลักโลหะวิทยา น้ำเหล็กที่ได้จากการหลอมเศษเหล็กอาจมีสิ่งเจือปนหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ ตะกรัน และสารฝังในเนื้อเหล็ก (Inclusions)
กระบวนการปรุงน้ำเหล็ก หรือ Refining Process จึงมีบทบาทสำคัญในการกำจัดสิ่งปนเปื้อนดังกล่าว รวมถึงควบคุมอุณหภูมิและองค์ประกอบทางเคมีให้เป็นไปตามมาตรฐาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยามองว่า การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิต มีความสำคัญไม่แพ้การตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพราะช่วยลดความแปรปรวนของคุณภาพสินค้าในทุกล็อตการผลิต
เหตุใดปัญหาคุณภาพเหล็ก จึงอาจไม่แสดงผลทันที
สมาคมฯ ชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เหล็กบางประเภทอาจผ่านการทดสอบแรงดึงหรือสมบัติเชิงกลในระยะสั้น แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากสารฝังในหรือสิ่งเจือปนที่ซ่อนอยู่ภายในเนื้อเหล็ก
เมื่อโครงสร้างต้องรับน้ำหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายสิบปี หรือเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แรงลม และการใช้งานจริง อาจเกิดปรากฏการณ์ความล้า (Fatigue) หรือการแตกร้าวแบบเปราะ (Brittle Failure) ได้
อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและการทดสอบในหลายมิติร่วมกัน
บทเรียนจากต่างประเทศ สู่การปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กไทย
สมาคมฯ อ้างอิงข้อมูลว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับการควบคุมกระบวนการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างมากขึ้น โดย
- ญี่ปุ่นไม่ปรากฏการใช้เทคโนโลยี IF สำหรับการผลิตเหล็กเส้นโครงสร้าง
- ขณะที่จีนได้ดำเนินมาตรการยุติการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กยุคใหม่ไม่ได้วัดเฉพาะต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของกระบวนการผลิต
ข้อเสนอถึงภาครัฐเพื่อยกระดับความปลอดภัยเหล็กก่อสร้าง
สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการควบคุมการใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF ให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง และกำหนดให้โรงงานผลิตเหล็กเส้นโครงสร้างต้องมีระบบเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) เป็นองค์ประกอบสำคัญของสายการผลิต
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมและมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
มาตรฐานความปลอดภัย โจทย์ใหญ่เหนือการแข่งขันด้านราคา
สมาคมฯ ยืนยันว่า จุดยืนของการเสนอแนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งจำกัดการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยก้าวสู่มาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัย โปร่งใส และยั่งยืนมากขึ้น
ท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมืองที่ขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต คุณภาพของเหล็กเส้นก่อสร้างจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ผลิต แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน เศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว




