จากกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกฯ เป็นประธานหารือเรื่องสภาวะตลาดหุ้นไทยกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง เนื่องด้วยที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องจากช่วงก่อนที่จะมีการตั้งรัฐบาลที่ระดับเหนือ 1500 จุด ลงมาทำจุดต่ำสุดของรอบที่ 1370 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี
และแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์จะมีการแถลงเรียกความเชื่อมั่นถึง 2 ครั้งและ นายกรัฐมนตรีแถลงรายละเอียดความชัดเจนเรื่องโครงการเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท แต่ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้มีการฟื้นตัวตอบรับแต่อย่างใด
ล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แถลงว่าจากการหารือยังไม่ได้มีมาตรการพิเศษออกมาพยุงตลาดหุ้น โดยเบื้องต้นสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานในปีก่อนสูง และอีกส่วนมาจากข้อกังวลของผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรื่องผลประกอบการ แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจประเทศ และมีข่าวลือในตลาดเรื่องการทำ Naked Short Sell หรือ การทำธุรกิจยืมหุ้นมาขายโดยที่ผู้ขายไม่ได้มีการยืมหุ้นมาไว้ก่อนในวันที่สั่งขายหุ้น
ในการหารือได้แสดงเห็นพ้องว่ามาตรการ ที่ ก.ล.ต.และ ตลท.ดำเนินการบริหารจัดการได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่ข้อกังวลว่ามีการทำ Naked Short Sell ซึ่งมีผลกดดันหุ้นไทย ซึ่งจากข้อมูลยืนยันได้ว่าไม่มี อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.และ ตลท.ระบุว่าจะยกระดับมาตรการควบคุม Naked Short Sell ให้มีความเข้มงวดมากขึ้นอีก
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นการสื่อสารให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นถึงความพยายามกระตุ้นเศรษกิจให้เติบโต โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงมาตรการแก้หนี้ของภาคประชาชนครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อดีภาพรวมเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์
ขณะที่กระทรวงการคลัง จะหารือกับภาคเอกชนด้านตลาดทุนในวันพรุ่งนี้ (14 พฤศจิกายน 66) ซึ่งคาดว่า จะได้ข้อสรุปหลักเกณฑ์การจัดตั้ง ESG Fund ลักษณะการลงทุนระยะยาวคล้ายกับกองทุน LTF แต่จะเข้าลงทุนในหุ้น ESG(Environmental ,Social , Governance) เชื่อว่าจะช่วยหนุนตลาดทุนในระยะยาว แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองทุนพยุงหุ้น




