หุ้น-บาท ถล่มรัฐบาล จับมือดิ่งเหว สะท้อนนโยบาย ศก.

3 ต.ค. 2566 - 17:41

  • ตั้งแต่รัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศเศรษฐกิจไม่เป็นใจ

  • ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง และยังไม่ทีท่าทีว่าจะปรับขึ้น

  • ค่าเงินอ่อนตัวยาวๆ อ่อนไหวต่อนโยบายเงิน 10,000 บาทดิจิทัล

stocks_baht_freefall_economic_policy_SPACEBAR_Hero_f4cdf8ad6b.jpg

รัฐบาลกุมขมับ ตลาดเงิน-ตลาดทุน ส่งสัญญาณไม่เชื่อมั่นทิศทางเศรษฐกิจรัฐบาล หุ้นตกรูด บาทอ่อนยวบเตือนรัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องที่มาของเม็ดเงินดิจิตอล 1 หมื่นบาท

คงต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติแน่ ที่ทั้งค่าเงิน และตลาดหุ้น จะพร้อมใจกันดิ่งเหว และอาการที่เกิดขึ้นในวันนี้ นอกจากจะสร้างความหวั่นไหวไม่น้อยให้กับบรรดาผู้คนในแวดวงธุรกิจแล้ว รัฐบาลเองโดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีฯเศรษฐา ที่ควบตำแหน่ง รมว.คลัง และ ทีมงานด้านเศรษฐกิจ ก็ต่างตกอยู่ในอาการไม่สบอารมณ์ไปตามๆกัน

เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวัน 11 กันยายนที่ผ่านมา ดัชนีราคาหุ้นปิดที่ 1,540.94 จุด ไทยก็ไหลลงมาโดยตลอด เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเรื่อยๆ จนมาทำสถิติล่าสุด คือดัชนีหุ้นไหลลงมาลึกถึง 1,443 และ ปิดที่ 1,444 จุด หายไปเกือบ 100 จุด ขณะที่ค่าเงินบาท  จากระดับ ดอลล่าร์ละ 35.58 บาท ลงมาอ่อนค่าที่สุดของปีนี้ หลุดทะลุ 37 บาทไปแล้ว

stocks_baht_freefall_economic_policy_SPACEBAR_Photo01_28d3480c08.jpg

ถึงแม้อาจจะมีความพยายามอธิบายว่าเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกจากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อนข้างแรง โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายการแจกเงินดิจิตอล 1หมื่นบาท ที่ต้องใช้เม็ดเงินถึงราว 5.6 แสนล้านบาท ที่ถูกมองว่าอาจจะเป็นการ “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” และยิงไม่ถูกจุด แถมยังเป็นการสร้างภาระทางการคลัง เพราะเป็นการสร้างหนี้ที่อาจเกิดปัญหาในอนาคต

สิ่งที่รัฐบาลคงต้องเร่งทำให้เกิดความชัดเจน นอกเหนือจากการตั้งคณะกรรมการนโยบายเรื่องเงินดิจิตอล 1 หมื่นบาทแล้ว รัฐบาลคงต้องสร้างความชัดเจนในเรื่องแหล่งที่มาของเงินจำนวน 5.6 แสนล้านบาทว่าจะมาจากแหล่งไหน และจะเป็นภาระทางการคลังในอนาคตอย่างไร 

รวมถึงต้องพยายามสร้างจุดร่วมระหว่างนโยบายการเงินและการคลังที่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน มากกว่าที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนยืนอยู่คนละฝั่ง จนเกิดกระแสความขัดแย้งในทิศทางของการกำหนดนโยบายอย่างที่เป็นอยู่ 

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบกว่า 10 ปี นำโดยธนาคารกลางสหรัฐเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตรงข้ามจากสถานการณ์ในช่วง โควิด-19 ซึ่งในตอนนั้น ธนาคารกลางเกือบทุกประเทศ ต่างงัดมาตรการอัดฉีดเม็ดเงิน และกดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางเกือบทุกประเทศต่างปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมา อย่างสหรัฐฯก็ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.25-5.5% แล้ว

ในไทยเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาระยะหนึ่งแล้ว จนขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.5% แต่ก็ยังต่ำกว่าสหรัฐถึงเท่าตัว เมื่อเป็นแบบนี้เม็ดเงินจึงไหลออกไปยังต่างประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เมื่อเม็ดเงินไหลออก จึงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

ถึงแม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯอาจจะขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงในอนาคตเช่นเรื่องราคาพลังงาน สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยูเครน  และ ปัญหาเศรษฐกิจของจีน ก็ยังเป็นปัจจัยลบที่ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

หันกลับมามองที่ประเทศไทย คงต้องยอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชนิดยิง “บาซูก้า” ของรัฐบาล เศรษฐา ในการแจกเงินดิจิตอล 5.6 แสนล้านบาท ในปีหน้าก็ดูจะเป็นตัวฉุดรั้งความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติค่อนข้างแรง 

สิ่งที่นักทุนต่างชาติกังวล ถึงแม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะเลือกหาเงินมาด้วยวิธีไหน แต่การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปจำนวนมากขนาดนี้ คงเป็นความยากที่รัฐบาลคงต้องกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นกู้โดยตรงผ่านรัฐบาลเอง หรือจะใช้เครื่องมือทางอ้อม ตามมาตรา28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยการยืมเงินผ่านทางธนาคารออมสิน แต่สุดท้ายแล้วภาครัฐก็คงต้องออกพันธบัตรชุดใหม่มา และให้ Yield หรืออัตราผลตอบแทนสูงขึ้น จึงมีการเทขายพันธบัตรชุดที่ตัวเองถืออยู่ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า แล้วนำเงินออกเพื่อรอซื้อชุดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า 

เมื่อต่างชาติเริ่มการเทขายพันธบัตร แล้วนำเงินกลับไปซื้อพันธบัตรของตัวเองที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า จึงเป็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยมีอาการเด้งขึ้นค่อนข้างแรง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างมาก

ไม่ใช่แค่ตลาดพันธบัตรอย่างเดียว ตลาดหุ้นไทยเองก็โดนเทขายอย่างหนักด้วยเหมือนกัน โดย 9 เดือนแรก นักลงทุนต่างชาติขายตราสารหนี้ออกไปแล้ว 1.43 แสนล้านบาท  และขายหุ้นไทยไปแล้ว 1.57 แสนล้านบาท

ที่สำคัญนักลงทุนบางส่วนยังมองลึกเข้าไปถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ดูจะเห็นไม่สอดคล้องกับแนวคิดของธนาคารแห่งประเทศไทย จนมีกระแสข่าวความขัดแย้ง และต้องมีการพบพูดปรับความเข้าใจกันไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ตลาดก็ดูจะยังไม่คลายกังวลในเรื่องนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์