ความก้าวหน้าของ AI และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครองวาระการประชุม Summer Davos ที่จีน ท่ามกลางคำเตือนว่าการแตกแยกของเศรษฐกิจโลกอาจฉุดรั้งการเติบโตที่ทุกฝ่ายรอคอย
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นประเด็นร้อนบนเวทีการประชุม "Summer Davos" หรือ Annual Meeting of the New Champions ที่จัดโดยฟอรั่มเศรษฐกิจโลก (WEF) ณ เมืองต้าเหลียน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งรวบรวมผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลกเข้าไว้ด้วยกัน
AI เปลี่ยนโลก แต่ใครได้รับประโยชน์จริง?
มีเร็ก ดูเชก กรรมการผู้จัดการของ WEF กล่าวว่า AI "กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง" พร้อมเปิดโอกาสใหม่ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข และอีกหลายสาขา อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามสำคัญว่า ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างแท้จริง
ดูเชกยังเตือนถึง "ความเสี่ยงที่สังคมจะต่อต้านเทคโนโลยีเหล่านี้" โดยชี้ว่ากระแสความกังวลต่อผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานและความมั่นคงทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นทั้งในแง่การเจาะระบบป้องกันทางไซเบอร์และการนำ AI ไปใช้ในความขัดแย้งทางทหาร
นอกจากนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังซ้ำเติมแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ส่งผลให้การขนส่งสินค้าจากตะวันออกกลางที่อุดมด้วยน้ำมันหยุดชะงัก จนธนาคารโลกต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด
ดูเชกสรุปสถานการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ "สภาพแวดล้อมที่ซบเซา" พร้อมเตือนว่าหากโลกเดินหน้าสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรง โอกาสการเติบโตที่สูญเสียไปจะเป็นผลเสียหายที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับ
หลี่เฉียงขึ้นเวทีส่งสารถึงนักธุรกิจโลก
นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง ผู้นำอันดับสองของจีน มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์สำคัญบนเวที WEF ในวันพุธ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ปักกิ่งจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจจีนต่อกลุ่มผู้นำธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั่วโลก
เศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการส่งออกและเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างโดดเด่น แต่การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแออย่างต่อเนื่องและวิกฤตหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคหลังโควิด
'Thucydides Trap' กับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ยังลุ้น
เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จาก Harvard Kennedy School ผู้บัญญัติคำว่า "กับดักทูซิดิดีส" (Thucydides Trap) ให้สัมภาษณ์ AFP ที่เมืองต้าเหลียนว่า ความเสี่ยงสงครามระหว่างสองมหาอำนาจยังคงมีอยู่จริง โดยอธิบายว่ากับดักดังกล่าวหมายถึง "พลวัตอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจที่กำลังผงาด อย่างจีนในช่วงรุ่นที่ผ่านมา กระทบกระทั่งกับมหาอำนาจที่ครองโลกอยู่" อย่างสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แอลลิสันมองว่ามีสัญญาณเชิงบวก หลังจากการพบปะระดับสูงระหว่างสีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนก่อน โดยสีจิ้นผิงตั้งคำถามต่อทรัมป์ว่าทั้งสองประเทศจะสามารถ "ก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมหาอำนาจ" ได้หรือไม่
แอลลิสันระบุว่าสีจิ้นผิง "เข้าใจปัญหานี้อย่างชัดเจน" และการที่ผู้นำจีนหยิบยกแนวคิดทางประวัติศาสตร์นี้ขึ้นมา "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" ด้านทรัมป์นั้น แม้จะมีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยาก แต่แอลลิสันมองว่าทรัมป์ "เข้าใจดีว่าจีนไม่เหมือนคู่แข่งรายอื่น" โดยเฉพาะหลังจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากในช่วงที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ทำให้ทรัมป์ตระหนักว่ากำลังเผชิญกับ "คู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน"
"ผู้นำทั้งสองกำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์ใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักทูซิดิดีส" แอลลิสันสรุป





