TDRI เตือนไทยอย่าติดกับดัก “ฐานผลิต” ชี้ 3 อุตสาหกรรมต้องเร่งหนีจุดเปราะบาง ก่อนห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด
TDRI–สศอ. เจาะความเสี่ยง 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง ถึงอาหารแห่งอนาคต ชี้โจทย์ไทยไม่ใช่แค่ผลิตให้มาก แต่ต้องรู้ว่าพึ่งพาใคร ขาดชิ้นส่วนไหนแล้วโรงงานหยุด และจะสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้อย่างไร ท่ามกลางสงครามการค้าและความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
ห่วงโซ่อุปทานสะดุดจุดเดียว โรงงานไทยอาจไปต่อไม่ได้
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิด ผลศึกษาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทยภายใต้กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ครอบคลุม 3 สาขา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนสมัยใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง และอาหารแห่งอนาคต ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
อินไซต์สำคัญคือ ไทยอาจมีฐานการผลิต แต่ยังไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมความเสี่ยงของการผลิตได้ เพราะหากวัตถุดิบ เทคโนโลยี หรือชิ้นส่วนสำคัญขาดแคลนเพียงจุดเดียว ก็อาจกระทบการผลิตทั้งระบบได้ โจทย์จึงไม่ใช่การดึงโรงงานเข้าประเทศหรือเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่าห่วงโซ่อุปทานส่วนใดเป็นจุดอ่อน และไทยจะขยับจากผู้ผลิตไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ตรงไหน
3 อุตสาหกรรม 3 จุดเสี่ยงที่ไทยต้องแก้ไม่เหมือนกัน
ยานยนต์ มีฐานเดิม แต่ต้องเร่งตามเทคโนโลยีใหม่
การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อน กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ไทยสะสมความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่ยอดผลิตรถยนต์ แต่รวมถึงความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่
TDRI เสนอให้เลือกต่อยอดกิจกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ชิ้นส่วนมอเตอร์และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ควบคู่กับการกระจายแหล่งจัดหาและใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างห่วงโซ่การผลิตทุกขั้นตอนขึ้นเอง
เทคโนโลยีขั้นสูง ลงทุนเพิ่มอย่างเดียวไม่พอ หากยังขาดความเชี่ยวชาญ
อุตสาหกรรมนี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และพลังงานสะอาด แต่ต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญ เครื่องจักร วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากหลายประเทศ
ความท้าทายจึงอยู่ที่การยกระดับทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น หากไทยเน้นเพียงเพิ่มกำลังการผลิตโดยไม่สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ก็อาจยังติดอยู่ในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มไม่สูง และเปราะบางต่อข้อจำกัดทางการค้า
อาหารแห่งอนาคต มีวัตถุดิบ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นนวัตกรรม
ไทยมีฐานเกษตรและอาหารที่ต่อยอดไปสู่อาหารฟังก์ชัน วัตถุดิบเพื่อสุขภาพ และโปรตีนทางเลือกได้ แต่โอกาสไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้นเท่านั้น ต้องลงทุนวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน และขยายตลาดด้วย
ส่วนอาหารฮาลาลต้องให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของวัตถุดิบและมาตรฐานตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค
IPEF ต้องเปลี่ยนจากเวทีความร่วมมือ เป็นเครื่องมือเพิ่มแต้มต่อไทย
ข้อเสนอสำคัญจากผลศึกษาคือ การจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าสำคัญ เพื่อระบุแหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิตหลัก ระดับการพึ่งพาต่างประเทศ และความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งจัดหา
ขณะเดียวกัน ไทยต้องใช้กลไก IPEF เพื่อสร้างความร่วมมือด้านข้อมูล การผลิต การค้า และการลงทุนให้เกิดผลจริง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนและธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ให้เพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะ และเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาค
บททดสอบของไทยจึงไม่ใช่แค่จะดึงการลงทุนได้เท่าไร แต่คือเมื่อโลกเกิดวิกฤต ไทยยังผลิตต่อได้หรือไม่ และผู้ประกอบการไทยได้ขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นแล้วหรือยัง
เพราะในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศที่ได้เปรียบไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องรู้ว่าจุดไหนห้ามขาด จุดไหนต้องกระจายความเสี่ยง และจุดไหนควรลงทุนเพื่อสร้างความสามารถของตนเองในระยะยาว




