ชวนคิด ศก.ไทย ‘โต’ ต่ำกว่าศักยภาพ หรือศักยภาพต่ำลง

20 พ.ย. 2566 - 16:15

  • TDRI เตือนรัฐบาลเศรษฐาอย่าเน้น Quick Win แต่ไม่แก้โครงสร้าง

  • ยืนยัน แจกเงินดิจิทัล ไม่ตอบโจทย์

tdri_economic_growth_gdp_quick_win_digital_wallet_SPACEBAR_Hero_bb952d2d64.jpg

จนถึงวันนี้ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในแวดวงนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และคอการเมือง ไปจนถึงประชาชนทั่วไป ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความจำเป็นในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายแจกเงินดิจิตอลหมื่นบาท ให้คนไทย 50 ล้านคน ที่ต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 5 ล้านบาท โดยการออกเป็น พรบ.กู้เงิน 

คำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบให้ชัดก็คือ ประเด็นความจำเป็นในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ที่รัฐบาลของ นายกฯเศรษฐา ยืนยันว่าต้องทำเนื่องจากประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ จนรั้งท้ายประเทศอื่นๆในอาเซียน จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษบกิจ เพื่อให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ในช่วง 4 ปีจากนี้ไปเศรษฐไทยจะสามารถเติบโตได้ในระดับ 5% ต่อปี เทียบกับที่ผ่านมาที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยเพียงแค่ปีละ 1.8% 

ประเด็นเรื่องไทยกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในวงกว้าง และล่าสุดในระหว่าง วันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2566 สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย(TMA) เปิดเวที Thailand Competitiveness Conference 2023 ภายใต้หัวข้อ Building Future-Proof Nation โดยมีการดึงภาครัฐ เอกชนรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากในประเทศและต่างประเทศ มาแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ นำสู่การประสานความร่วมมือให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้ไกลกว่าไทยเดิม

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ได้บรรยายเรื่อง Building a Foundation for Exponential Growth” และตั้งคำถามที่ท้าทาย และชวนคิดว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดไหน ระหว่าง การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หรือ ศักยภาพในการเติบโตต่ำลง เพราะตีโจทย์นี้ไม่แตก ก็ยากที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อเนื่องไปได้

หากเศรษฐกิจไทย อยู่ในภาวะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ทางแก้คือต้องใช้นโยบายด้านอุปสงค์ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพต่ำลงไปเรื่อยๆในลักษณะเดียวกับการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา อาจจะต้องใช้นโยบายในด้านอุปทาน โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

ชุดความคิดทั้งสองอย่าง จะแตกต่างกัน หากเศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพในช่วงระยะสั้น ก็จะยึดถือแนวคิดของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษเป็นต้นแบบว่า จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ คือสนใจด้านอุปสงค์ ซึ่งอุปสงค์ของประเทศมีหลายแง่มุม โดยการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นได้เช่นเดิม ซึ่งก็ควรทำในช่วงเศรษฐกิจมีภาวะถดถอย

แต่หากจะมองเศรษฐกิจยาวๆ ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องได้ต่อเนื่องหรือไม่ ตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์อีกคน คือ โรเบิร์ต โซโลว์ (นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 1987 ผู้ศึกษาเรื่องผลิตภาพกับการเติบโต) มองว่าสิ่งที่ควรสนใจคือ ด้านอุปทาน คือ ด้านการผลิตแท้จริง (real sector) สนใจเกษตร สนใจอุตสาหกรรม สนใจบริการ สนใจภาคการเงินที่หล่อเลี่ยงภาคเหล่านี้ ว่า “ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตมีศักยภาพสูงขึ้นได้ และจะต้องวางรากฐานการเติบโตด้วยตัวเลขตัวเดียวที่สำคัญสุด คือ ผลิตภาพ productivity”

เพราะฉะนั้น จึงต้องตีโจทย์แรกนี้ให้แตกก่อน เศรษฐกิจไทยทุกวันนี้เติบโตต่ำกว่าศักยภาพหรือศักยภาพของไทยต่ำ จึงจะกำหนดนโยบายที่เหมาะสมออกมาได้ว่า 

อย่างไรก็ตาม ดร.สมเกียรติตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลังๆ รัฐบาลส่วนใหญ่มักไม่มองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการวิ่งมาราธอน แต่มักจะยึดรูปแบบในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเอาใจประชาชนในระยะนั้น และทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยต่ำลงเรื่อยๆ

“การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรัฐบาลปัจุบัน แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องพอสมควร ในสมัยรัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็กระตุ้นด้วยคนละครึ่ง มีของขวัญปีใหม่แจกทุกปี พอมาถึงรัฐบาลปัจจุบันก็เกิดการแจกเงินครั้งใหญ่ด้วยเงินดิจิทัล มีการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี อนุมัติลดค่าน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือประชาชน และมีการแจกแท็บเล็ต กลายเป็นแนวคิด “เศรษฐกิจไทยมีไว้เพื่อกระตุ้น”

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลระยะหลังๆ เริ่มมีการนำ คำว่า Quick win เข้ามาใช้ในการกำหนด นโยบายหรือมาตรการ เพื่อหวังผลระยะสั้นกับประชาชน เช่นการ แจก ลดราคาไฟฟ้า น้ำมัน ดีเซล การพักหนี้เกษตร การแจกแท็บเล็ต มาตรการลด-แลก-แจก-แถม แต่ไม่มีโครงการในการสร้างรากฐานเศรษฐกิจ foundation building ต้องมองยาว ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือมีแต่ก็ดูไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง 

สำหรับนโยบายแจกเงินดิจิทัลโดยมีความเชื่อกันว่าจะสามารถสร้างเศรษฐกิจได้ใหญ่ขึ้นกับเงินที่ใส่ไป ใส่เงินไป 100% แล้วคิดว่า GDP จะโตได้ 3 เท่า 6 เท่า คือได้ 300% หรือ 600% ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ถ้ามีสูตรพิเศษอย่างนี้ในโลกจริง แต่ละประเทศคงไม่ต้องคิดยุทธศาสตร์การพัฒนา แจกเงินไปเรื่อยๆ ก็คงจะโตไปเรื่อยๆ และถ้าแจก 10,000 บาทก็คงจะโตแบบพรวดขึ้นไป

แต่ในข้อเท็จจริงก็คือ การศึกษาตัวคูณทางเศรษฐกิจ หรือ fiscal multiplier ในประเทศต่างๆรวมทั้้งประเทศไทย บ่งชี้ว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า การแจกเงินคนทั่วไปจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ 0.4 เท่า หมายถึงใส่เงินเข้าไป 1 หน่วยจะได้ GDP โต 0.4 เท่านั้น 

ดร.สมเกียรติ ยังให้ความเห็นอีกว่า แนวทางในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ในบางเรื่องอาอจไม่ตำเป็ต้องใช้เม็ดเงิน เพียงแต่หันมาเน้นในการเรื่องของ การแก้ไข ลดกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนที่ง่ายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

“หากประเทศไทยอยากจะเพิ่มศักยภาพในการเติบโต อยากจะก้าวกระโดด สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือ การลดกฎระเบียบที่เป็นปัญหา หรือ การทำ Regulatory Guillotine กิโยตินกฎหมาย ซึ่งก็ยินดีที่ได้ยินว่าเป็นหนึ่งวาระของรัฐบาลใหม่ เพราะเรื่องนี้จะช่วยประเทศไทยปลดล็อคเกิดศักยภาพได้สูงสุด”

แนวคิดดังกล่าว ตรงกับ ผลการศึกษาของธปท.ที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่า แค่ทำเรื่องเดียว ลดต้นทุนภาครัฐลดต้นทุนภาคเอกชนได้ปีละ 1.8 พันล้านบาท โดยเป็นการทำกิโยตินเฉพาะส่วนแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

ส่วนสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้ทำกิโยตินในปี 2563 ใน 15 กระบวนการ ลดต้นทุนได้ปีละ 153 ล้านบาท ลดแรงงาน 4.8 หมื่นชั่วโมงต่อปี และลดกระดาษ 1.6 ล้านแผ่นต่อปี

การทำกิโยตินได้ยกระดับความง่ายในการทำธุรกิจของไทย( Ease of Doing Business) จากอันดับ 26 ในปี 2560 มาที่อันดับ 21 ในปี 2563

“จะเห็นได้ว่า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เงิน และเป็นการสร้างรากฐานการเติบโตระยะยาวได้ด้วย ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐได้ประโยชน์”

ในตอนท้าย ดร.สมเกียรติ เน้นย้ำว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ รัฐบาลต้องเลิกมองสั้น เลิกฝันแก่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องคิดเรื่องสร้างรากฐาน ลดกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรค ลดการบิดเบือนกลไกตลาด สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรับนวัตกรรม และเริ่มการสร้างนวัตกรรมเองมากกว่า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์