TDRI ชี้ช่อง! ไทยมีลุ้นแทรกตลาดสหรัฐฯ แทนจีน

4 ส.ค. 2568 - 12:35

  • ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19% ไม่ใช่จุดจบ ไทยยังมีเกมให้เล่นในศึกการค้าโลก!

  • บทวิเคราะห์จาก TDRI ชี้ไทยยังมีโอกาส-ความเสียง โดย ‘โอกาส’ ที่จะแข่งขันด้านราคาได้

  • แนะกลยุทธ์ต้องเร่งขยับ ‘ชิงส่วนแบ่งตลาดแทนสินค้าจีน’ ในสหรัฐฯ

TDRI ชี้ช่อง! ไทยมีลุ้นแทรกตลาดสหรัฐฯ แทนจีน

แม้สหรัฐฯ จะเคาะอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ 19% ภายใต้นโยบายภาษีทรัมป์อย่างเป็นทางการแล้ว แต่เส้นทางการส่งออกของไทยยังไม่ถึงทางตัน-ในทางกลับกัน นี่อาจเป็นโอกาสเปิดเกมรุกครั้งใหม่ ในขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดอย่างจีนยังถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 30–55%

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก TDRI วิเคราะห์ว่า สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปแทรกซึมในตลาดสหรัฐฯ แทนสินค้าจีนในหลายหมวด โดยเฉพาะใน 20 สินค้าส่งออกหลักของไทยที่มีจีนเป็นคู่แข่งถึง 18 รายการ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์โลหะ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังไม่จบเพียงเท่านั้น

3 ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

ดร.กิริฎา ระบุด้วยว่า แม้ไทยจะปิดดีลได้ที่19% แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา 3 ประเด็น คือ

1. Transshipment กับภาษี 40% ที่ยังไม่มีคำนิยามชัด
สินค้าจากไทยที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนอาจเข้าข่ายถูกเก็บภาษีสูงถึง 40% หากเข้าข่าย ‘สวมสิทธิ์แหล่งที่มา’ ซึ่งอาเซียนเสี่ยงที่สุดในประเด็นนี้ โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพา supply chain จีน

2. ภาวะเศรษฐกิจโลกโตช้า–กระทบไทยโดยตรง
สงครามการค้าจะทำให้ระบบการค้าโลกหดตัว ไทยในฐานะประเทศเศรษฐกิจเปิดย่อมได้รับผลกระทบหนัก คาดการณ์ GDP ปี 2568 โตไม่เกิน 2% และการส่งออกโตแค่ 2–3%

3. ต้นทุนแข่งขันยังเป็นข้อเสียเปรียบบางกลุ่ม
สินค้าอย่างสิ่งทอ เหล็ก และปิโตรเคมีของไทยอาจสู้ราคาสินค้านำเข้าจากจีนหรือญี่ปุ่นไม่ได้ จำเป็นต้องปรับตัวให้เร็ว ด้วยนวัตกรรมและการยกระดับมูลค่า

“ภาษีนำเข้าสำหรับไทย19% ถือว่าแข่งขันพอได้ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่จะมีแผนที่จะมาลงทุนในไทยเพื่อส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ เช่นอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องยอมรับว่าความชัดเจนเรื่อง Transhipment หรือ สินค้าที่อำพรางแหล่งที่มา หรือการสวมสิทธิส่งออกในนามสินค้าไทย ยังไม่มี ถ้าเราโดนเก็บอีก 40 % สินค้าเหล่านั้นก็จะแพงขึ้นมากในตลาดสหรัฐฯ  อย่างไรก็ตามเวียดนามก็คงหลีกเลี่ยงภาษี transshipment ได้ยากเพราะ local content ของเวียดนามในสินค้าหลายตัวที่ส่งไปสหรัฐฯ เช่นอิเล็กทรอนิกส์ มีน้อยกว่าไทย แต่กับมาเลเซีย และประเทศในลาตินอเมริกา ไทยอาจจะเสียเปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง”

ดร.กิริฎา กล่าว

กลยุทธ์ที่แนะให้เร่งเดินหน้า

• ช่วงชิงตลาดจากจีนในกลุ่มสินค้าราคาแข่งขันได้
เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้ผลิตกำลังมองหาแหล่งผลิตใหม่แทนจีน
• ผลักดันสินค้าไทยที่มี ‘ดีไซน์-คุณภาพ’ มากกว่าราคา
อย่างเช่น จิวเวลรี่ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 7 ไปยังสหรัฐฯ
• ขยายตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง–ยุโรป–แอฟริกา
โดยเฉพาะเมื่อไทยใกล้เซ็น FTA กับ EU จะเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดยุโรป

รัฐต้องไม่รอช้า

ดร.กิริฎา เสนอว่า รัฐควรเร่งให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่อาจปรับตัวไม่ทัน โดยใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 115,000 ล้านบาท ซึ่งมีกรอบ 11,000 ล้านสำหรับช่วยเหลือภาคส่งออก ผ่านวิธีการต่อไปนี้
• การอบรมความรู้ด้านการค้าและการแปรรูป
• การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
• ส่งเสริมการลงทุนต่อยอด เช่น โปรตีนทางเลือก โพรไบโอติกส์ เครื่องสำอางชีวภาพ

ยังพอมีข่าวดี! การลงทุนใหม่เริ่มทยอยเข้าไทย

ในระยะยาว ไทยกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภาค อิเล็กทรอนิกส์-EV-ไบโอเทค-ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเม็ดเงินจะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

TDRI ยังสรุปท้าย แม้ภาษีนำเข้า 19% จะไม่เลวร้ายในแง่การแข่งขัน แต่สิ่งที่ยังไม่แน่นอน เช่น transshipment และสงครามภาษีรอบใหม่ ทำให้ไทยต้อง ‘รีบขยับ’ ไม่ใช่แค่เพื่อเอาตัวรอด แต่ต้องวางกลยุทธ์เพื่อโตให้ได้

“เอกชนจะต้องดูว่าจะไปเป็นพาร์ทเนอร์กับธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะการลงทุนเหล่านี้ คือการตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยไปอีก 20-30 ปี และเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ ด้วย”

ดร.กิริฎา ระบุ

ในช่วงเวลาแบบนี้
“ใครเร็ว ใครปรับตัวได้ก่อน คือผู้ได้เปรียบ”
และประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้โอกาสหลุดมืออีกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์