กำหนดการเดิม ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 จะมีการเปิดให้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ "TH-AI Passport" แต่ล่าสุดน่าจะเลื่อนออกไป เพื่อการจัดทำ บันทึกท้ายประกาศ เพื่อเปิดช่องให้ปรับปรุงรายละเอียดในเงื่อนไขที่ผู้ได้รับงานให้บริการโครงการนี้จะต้องปรังปรุงสอดคล้องกับความน้องการ
อีกครั้ง ก่อนจะเปิดโครงากร เมื่อผู้เชี่ยวชาญทดลองใช้ TH-AI Passport รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี ได้เล่าถึงผลการนำไปทดสอบการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันเทียบกับ AI ชั้นนำในตลาดว่า ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนภาพ "หน้าตาดี แต่ฟังก์ชันยังไม่สุด" พร้อมชงข้อเสนอแนะชิ้นใหญ่ ถึงเวลาเลิกจ่ายค่าเช่าให้ต่างชาติแล้วหันมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง
สอบผ่านหน้าตา แต่สะดุดเมื่อใช้งานจริง
การทดสอบครั้งนี้ได้นำ TH-AI Passport ไปชนกับเครื่องมือ AI ยอดฮิตที่คนใช้งานอยู่แล้ว (เช่น ChatGPT, Gemini, Claude, Perplexity) โดยพบว่าตัวโครงการมี "จุดเด่น" ที่ชัดเจนคือ หน้าจอใช้งาน (UI) สวยงาม ใช้งานง่าย มีโมเดลให้เลือกหลากหลาย สร้างภาพได้ดีพอสมควร และมีฟีเจอร์เฉพาะทางอย่าง Deep Research, วิดีโอ และเพลง (โดยระดับ Creator ได้เครดิตถึง 10,000 ต่อวัน)
แต่เมื่อเจาะลึกไปที่ "ผลการทดสอบจริง" กลับพบจุดอ่อนที่ทำให้ระบบยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน
การวางแผน (เช่น ท่องเที่ยว) แม้จะตอบคำถามได้ แต่เป็นคำตอบพื้นๆ เมื่อสั่งให้สร้างงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่น รวมข้อความ รูปภาพ และแผนที่ไว้ใน Workflow เดียวกัน ระบบยังทำไม่ได้ ซึ่ง AI ทั่วไปแบบฟรีทำได้ดีกว่ามาก
การค้นหาเชิงลึก (Deep Research) คุณภาพการวิเคราะห์พอใช้ได้ แต่สอบตกเรื่อง "ความยืดหยุ่น" เพราะส่งออกผลลัพธ์เป็น PDF ได้เป็นหลัก นำไปต่อยอดเป็น Google Doc, ไฟล์วิดีโอ หรือ Infographic ได้ยาก
ถอดเสียงและวิเคราะห์สื่อืการอ่านหรือถอดความจากคลิป YouTube, วิดีโอ หรือไฟล์เสียง ยังทำได้ไม่ดี ระบบมักจะประมวลผลไม่ได้ แม้จะนำข้อความที่ถอดเสร็จแล้วมาป้อนให้วิเคราะห์ต่อได้ แต่ต้นน้ำอย่างการ Transcription ยังถือว่าอ่อน
การจัดการเอกสาร (Upload) เป็นอีกหนึ่งจุดคอขวด ระบบปฏิเสธไฟล์ที่ใหญ่เกิน 30 MB และหลายครั้งที่อัปโหลดผ่าน แต่ระบบกลับแจ้งว่าไม่สามารถประมวลผลได้ แม้จะสรุปไฟล์ Word/PowerPoint ได้ดี แต่ก็ไม่สามารถนำไปทำคำสั่งต่อเนื่อง (Action) ได้
ยังเป็นแค่ "แชตบอต" ไม่ใช่ "ผู้ช่วยอัจฉริยะ"
จากผลการทดสอบ รศ.ดร.ธนชาติ สรุปชัดเจนว่า ปัจจุบัน TH-AI Passport ยังมีสถานะเป็นเพียง "แชตบอต" (Chatbot) ที่ตอบงานพื้นฐานได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังห่างไกลจากการเป็น AI Assistant หรือ Agent ที่ช่วยจัดการงานเบ็ดเสร็จ และเมื่อเทียบกับเวอร์ชันฟรีหลายๆ ตัวในตลาด TH-AI Passport ยังมีข้อจำกัดในการทำงานจริงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หากโครงการนี้จะเดินหน้าต่อ "ต้องไม่ด้อยกว่าของฟรี" โดยต้องอัปเกรดให้อัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ได้ ส่งออกเอกสารได้หลายรูปแบบ (Word, Docs, PowerPoint) เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันอื่นได้ รองรับสื่อมัลติมีเดียที่หลากหลายขึ้น และต้องมีระบบ Live chat ที่โต้ตอบได้แบบเรียลไทม์
ข้อเสนอพลิกเกม เปลี่ยนงบเช่าโมเดล เป็นการสร้าง "GPU Server ไทย"
แทนที่จะนำงบประมาณไปจ่ายเป็นค่าบริการ (Subscription) ให้กับโมเดลต่างประเทศซึ่งเมื่อจบโครงการก็ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ รศ.ดร.ธนชาติ เสนอแนวทางที่ "ได้ประโยชน์มากกว่าและยั่งยืนกว่า"
สร้าง GPU Server ในไทย ลงทุนราว 400–500 ล้านบาท เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลของประเทศ
ใช้ Open-weight Models นำโมเดลเก่งๆ ที่เปิดให้ใช้ฟรี (เช่น GLM 5.2, Kimi K3 หรือโมเดลของไทยเอง) มาโฮสต์บน Server ในประเทศ
เปลี่ยนแค่หลังบ้าน ผู้ใช้ยังคงใช้งานผ่านหน้าจอ (UI) เดิมของ TH-AI Passport แต่เปลี่ยนระบบประมวลผลหลังบ้านมาเป็นของไทย
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการพลิกกลยุทธ์นี้ เกิดอธิปไตย AI และข้อมูล (AI Sovereignty) ข้อมูลของคนไทยจะถูกประมวลผลและเก็บไว้ในประเทศ
คุ้มค่าในระยะยาว ต้นทุนจะต่ำลง ขยายการใช้งานให้ประชาชนได้มากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องโควตาจำกัด
ต่อยอดอีโคซิสเต็ม เปิดโอกาสให้นักพัฒนาและสตาร์ทอัพไทยเข้ามาสร้างแอปพลิเคชันหรือ Agent เฉพาะทางบนโครงสร้างนี้ได้
มีความยั่งยืน เมื่อจบโครงการ ประเทศยังมี Server และระบบนิเวศเหลือให้ใช้งานต่อ ไม่เสี่ยงถูกตัดการเชื่อมต่อเหมือนการพึ่งพาแพลตฟอร์มนอก
"โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่การทำให้คนไทยเข้าถึง AI แต่ต้องทำให้คนไทยใช้ AI เพื่อการทำงานได้จริง" หากโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ การยกระดับทักษะบุคลากรและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ อธิปไตยข้อมูล จึงเป็นเดิมพันสำคัญที่ภาครัฐต้องตัดสินใจ




