‘ม.ล.ชโยทิต’ ชูนโยบาย ปั้นรายได้ประเทศไทย ‘แตะ 4 ล้านล้านบาท’

30 มี.ค. 2566 - 17:24

  • ‘ม.ล.ชโยทิต’ ขึ้นเวทีส่งเสริมเศรษฐกิจ ตอกย้ำ มีผลงานชัดและพร้อมต่อยอด ‘ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ’ เตรียมปั้นรายได้ประเทศไทย แตะ 4 ล้านล้าน

  • ประกาศ สิ่งที่จะเดินหน้าต่อคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ กระจายทุกภูมิภาค มีแหล่งพลังงานสะอาดเป็นหัวใจเคลื่อนทุกพื้นที่

Thai_Chamber_Chayothit_policy_Thailand_income_4_trillion_baht_SPACEBAR_Hero_bca4e37340.jpeg
ในท่ามกลางเวทีตอบข้อซักถาม ‘มุมมองของภาคธุรกิจต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศ’ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือว่า เป็นเวทีแห่งความหวังสร้างประเทศไทย ‘โตได้โดดเด่น’ โดยเฉพาะขณะนี้ ซึ่งกล่าวได้ว่า ประเทศไทยและคนไทย ‘ตัวฟีบลง’ แต่ก็เป็นอีกความท้าทาย ในห้วงเวลาที่ทิศทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก เริ่มผงกหัว รวมถึงประเทศไทยของเรา  

ม.ล.ชโยทิต กฤดากร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยบนเวทีตอบข้อซักถาม ‘มุมมองของภาคธุรกิจต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศ’ ประกาศ ขับเคลื่อนรายได้ประเทศไทยแตะ 4 ล้านล้านบาท ภายใน 2-3 ปี ย้ำชัด รทสช. ยึดหลักการกำหนดนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง มีผลงานชัดและพร้อมต่อยอด ‘ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ’ 

ม.ล.ชโยทิต ตอบคำถามภาคเอกชน เกี่ยวกับนโยบายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อหนุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ว่า หัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยต้องพิจารณา 2 ปัจจัย คือ อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีต้นทุนดีอยู่แล้ว และอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ

ส่งเสริมให้อุตสาหกรรม ต้นทุนดีอยู่แล้ว แข่งขันได้ต่อเนื่อง 

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในสถานะที่มีต้นทุนดีอยู่แล้ว ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ ได้ทำการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการเพิ่มขีดแข่งขัน ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ เพื่อให้การขนถ่ายสินค้า หรือการคมนาคมภายในประเทศเชื่อมโยงถึงกัน รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว 

ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้เดินหน้าการลงทุนเพื่อปรับแต้มต่อประเทศไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันกับต่างชาติ ทั้งในด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน กำหนดโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับประเทศไทยที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ตั้งเป้าหมายในปี 2040 จะมีพลังงานสะอาด และพลังงานจากก๊าซ อย่างละ 50% ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของโลกในอนาคตที่สะอาด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งรองรับเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยสำหรับอุตสาหกรรม Sector ใหม่ๆ  

โดยการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด เพิ่มความได้เปรียบของประเทศไทยในการดึงดูดให้บริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนแล้วหลายสาขา ได้แก่ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก 2 ราย คือ AWS และ Google ปักหมุดลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และบริการคลาวด์ระดับภูมิภาคในประเทศไทยแล้ว โดยจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญสำหรับไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย 

รวมทั้ง ภายในสิ้นปีนี้ ประเทศไทยจะโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำแห่งแรกเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตชิป ขณะที่ ในส่วนของอุตสาหกรรมเซกเตอร์เก่า เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องการพลังงานสะอาดเช่นกัน ก็มีนักลงทุนหลายประเทศกำลังเข้ามาลงทุนตั้งฐาน EV ในประเทศไทย ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา จีน  

“สิ่งที่จะทำต่อไป ก็คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่จะกระจายไปตามภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคใต้ โดยแต่ละภาคจะมีแหล่งพลังงานสะอาดเป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค  ตัวอย่างเช่น ภาคเหนือ จะเป็นฐานของการผลิต Smart Electronics และมีแม่เมาะ เป็นฐานของพลังงานสะอาด” ม.ล.ชโยทิตกล่าว 

นอกจากนี้ ล่าสุดยังได้รับการตอบรับที่ดีจากการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้า กับกลุ่มสหภาพยุโรป และ OECD ที่จะมี Green Lane ให้กับสินค้าไทยที่ผลิตจากพลังงานสะอาด 

นอกเหนือจากกระตุ้นการลงทุนในภาพใหญ่แล้ว ยังมี ‘การปรับเกณฑ์วีซ่าระยะยาว (LTR Visa) เป็น 10 ปี’ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ ดึงรายได้จากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย พำนักในประเทศไทยได้ระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ และศักยภาพในการทำรายได้สูงขึ้น ที่จะมาเสริมการเติบโตภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

ม.ล.ชโยทิต กล่าวว่า ควบคู่ไปกับการต่อยอดเพิ่มศักยภาพและโอกาสแข่งขันของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ประเทศไทยมีต้นทุนดีอยู่แล้ว ส่วนของในประเทศเอง ก็จะมุ่งขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน (BCG) เพราะนอกจากเป็นแนวคิดสำคัญ (Theme) ที่ทั้งโลกยอมรับแล้ว ยังมีความพร้อมของประเทศที่จะขยับธุรกิจไปสู่รากหญ้าได้อย่างจริงจัง เพื่อที่จะให้เกิดธุรกิจใหม่ และกระจายรายได้ ยกระดับประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นศูนย์รวมที่มีอุตสาหกรรมใหม่ การกินอยู่ และความยั่งยืน  

“เรามีความเชื่อมั่นมาก ว่าในสิ่งที่เราทำไป ไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำ ทำแล้ว และเราจะทำให้ประเทศไทย มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จากการลงทุนจากต่างประเทศ และการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ BCG ที่เราได้ทำแล้ว” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติกล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์