หลังจากรัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตัวเลขการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในระบบสะท้อนสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการฟื้นตัวของกำลังซื้อภาคครัวเรือนและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพ
ข้อมูลล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า มาตรการลักษณะร่วมจ่าย (Co-payment) ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้จ่ายจริง ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการระดับชุมชนและธุรกิจรายย่อย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ
ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ระบุว่า มีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26.04 ล้านราย ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 8,205.35 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากประชาชน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วกว่า 21.85 ล้านราย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเม็ดเงินจากภาครัฐสามารถดึงการใช้จ่ายเพิ่มเติมจากภาคประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับชุมชนในวงกว้าง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
ด้านผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วกว่า 925,033 ร้านค้า สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจรายย่อยในระดับสูง และช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย ซึ่งสะท้อนถึงการตอบรับที่ดีต่อมาตรการดังกล่าว และแสดงให้เห็นถึงบทบาทของโครงการในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่กำลังซื้อยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว
ในมุมเชิงนโยบาย ตัวเลขผู้ใช้สิทธิและร้านค้าที่เข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากเม็ดเงินถูกส่งตรงไปยังภาคการบริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มนำรายได้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในวงกว้าง
อีกหนึ่งพัฒนาการที่น่าจับตา คือ การเปิดให้ใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการขยายโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการในระบบดิจิทัล และอาจเป็นอีกแรงส่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายภายในโครงการในระยะต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลระบุว่าจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูการบริโภคภายในประเทศให้กลับมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง




