ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ธุรกิจกาแฟไทยกลับกลายเป็นกลุ่มดาวเด่นที่ยังเติบโตอย่างแข็งแรง
ข้อมูลล่าสุดของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ธุรกิจกาแฟไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในด้าน ยอดบริโภคที่เพิ่มขึ้น และ การจัดตั้งธุรกิจใหม่ โดยพบว่า คนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมถึงเกือบเท่าตัว ขณะที่มูลค่าตลาดกาแฟภายในประเทศแตะระดับ 6.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อนหน้า
‘กาแฟ’ จากเครื่องดื่มประจำวัน สู่ “ไลฟ์สไตล์ - โอกาสธุรกิจ”
พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาดื่มกาแฟสดแทนกาแฟสำเร็จรูป สะท้อนเทรนด์ใหม่ที่มอง ‘กาแฟ’ เป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่เป็น รสนิยมและประสบการณ์ชีวิต เทรนด์นี้ได้จุดกระแสใหม่ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดร้านกาแฟที่เติบโตทั้งในรูปแบบ Franchise และ ร้านอิสระ (Independent Café)
ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจฯ พบว่า มี นิติบุคคลในอุตสาหกรรมกาแฟรวม 6,361 ราย โดยกว่า 78% เป็นบริษัทจำกัด และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (S) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ประกอบการยุคใหม่ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนไม่สูง และเน้นคุณภาพของแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าเป็นหลัก
ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ (ม.ค.–มิ.ย. 2568) มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกลุ่มกาแฟ 415 ราย เพิ่มขึ้น 8.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกว่า 1 ใน 3 ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ บ่งชี้ถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดในเมืองใหญ่
Franchise รุ่ง - ร้านอิสระต้องเร่งสร้าง Story
เมื่อพิจารณาผลประกอบการในเชิงลึก พบว่า ร้านกาแฟแบบแฟรนไชส์หรือเชน (Franchise/Chains) มีอัตราการเติบโตและกำไรที่สูงกว่า เช่น Café Amazon ของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) สร้างรายได้กว่า 23,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสูงถึง 25.85% ในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ร้านกาแฟแบบอิสระ (Independent Café) แม้มีจุดขายด้านคุณภาพและความเฉพาะตัว แต่กลับมี อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยเพียง 4.6% สะท้อนถึงการแข่งขันที่สูงและแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น เจ้าของร้านต้องสร้าง “เรื่องราว” หรือจุดขายเฉพาะตัวเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างฐานลูกค้าอย่างยั่งยืน
โอกาสยังมี แต่ต้องเข้าใจลูกค้า - ใช้เทคโนโลยีให้เป็น
กรมพัฒนาธุรกิจฯ มองว่า ธุรกิจกาแฟไทยยังมีช่องว่างการเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่ม Specialty Coffee และร้านที่สามารถผสาน คุณภาพ - บริการ - เทคโนโลยี ได้อย่างลงตัว ปัจจุบัน 22% ของยอดขายร้านกาแฟมาจากช่องทางเดลิเวอรี และมากกว่า 50% ของธุรกรรมเกิดผ่าน e-Payment สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว
อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ตลาดยังเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะถ้าร้านกาแฟสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนให้ดี และใช้เทคโนโลยีเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในหลากหลายช่องทาง ทั้งหน้าร้าน เดลิเวอรี และดิจิทัลเพย์เมนต์
กรมฯ ยังยืนยันว่าจะติดตามแนวโน้มอุตสาหกรรมกาแฟอย่างใกล้ชิด และพร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับธุรกิจสู่การแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดโลก





