ตัวเลขเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศ เมื่อภาคอิเล็กทรอนิกส์และการส่งออกกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ภาพการเติบโตที่ดูสดใสอาจมีอีกด้านที่ต้องจับตา คำถามคือ เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจริง หรือเป็นเพียงการเติบโตของบางภาคส่วนเท่านั้น?
กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย เศรษฐกิจยังเปราะบาง เงินเฟ้อไม่กดดัน
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) รวมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” โดยประเมินว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในครั้งนี้มีแนวโน้มที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงประชาชนฐานราก ซึ่งยังต้องการแรงสนับสนุนทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่มากพอที่จะทำให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เงินเฟ้อเฉลี่ยอาจขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3% แต่มีโอกาสเป็นปัจจัยชั่วคราว โดย InnovestX ประเมินว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1.9% ส่วนปี 2570 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.2% จากฐานราคาที่สูงขึ้นและแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจปรับลดลง ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามและปัจจัยระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ซึ่งประเมินไว้ที่ประมาณ 2.7–2.8% จึงมีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ มากกว่าปรับขึ้นในระยะนี้
ปรับฐาน MPI ใหม่ สะท้อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโต
สำหรับกรณีการปรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ซึ่งทำให้มีการประเมินว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจเพิ่มขึ้นอีก 0.5% นั้น ดร.ปิยศักดิ์มองว่า มีเหตุผลรองรับและอาจส่งผลให้ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยขึ้นตามไปด้วย
ที่ผ่านมา การคำนวณ MPI ใช้ปีฐานและค่าน้ำหนักของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมที่เคยมีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น รถยนต์ ยาง และชิ้นส่วนต่าง ๆ แต่ในช่วงปี 2568–2569 อุตสาหกรรมเหล่านี้กลับหดตัวต่อเนื่อง บางกลุ่มติดลบ 10–20% ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) กลับขยายตัวอย่างโดดเด่น
ดัชนีเดิมจึงอาจสะท้อนภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้ไม่ครบถ้วน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงปรับปรุงวิธีคำนวณเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยดัชนีใหม่สะท้อนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงหลังได้ดีขึ้น จากเดิมที่ตัวเลขติดลบต่อเนื่อง มาเป็นการเติบโตประมาณ 3–4% ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกที่ขยายตัวมากกว่า 20% ในช่วงล่าสุด
อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์อธิบายว่า การปรับ MPI ไม่ได้หมายความว่า GDP จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 40% ของเศรษฐกิจ และในการคำนวณ GDP สภาพัฒน์ใช้ MPI เป็นองค์ประกอบเพียงส่วนหนึ่งของภาคการผลิต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาศัยข้อมูลจากภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ มาประกอบ
นอกจากนี้ วิธีคำนวณ GDP ยังแตกต่างจากการคำนวณ MPI โดย GDP ใช้วิธี Chain Volume หรือการคำนวณปริมาณการเติบโตที่ปรับน้ำหนักตามโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา พร้อมพิจารณาทั้งด้านการผลิตและด้านรายจ่าย จึงมีรายละเอียดซับซ้อนกว่าการดูดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเพียงตัวเดียว
GDP อาจขยับจาก 2% เป็น 2.5% รับแรงหนุนส่งออกและการลงทุน
ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า ความแตกต่างระหว่างข้อมูลด้านการผลิตและด้านรายจ่ายยังเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทางบัญชีเศรษฐกิจ เช่น สินค้าคงคลัง (Inventory) และรายการคลาดเคลื่อนหรือส่วนที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง (Errors and Omissions) ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขบางส่วนไม่สอดคล้องกัน
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาพัฒน์ในช่วงการประชุม IMF และ World Bank ที่ผ่านมา โดย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง GDP กับ MPI และความจำเป็นในการปรับข้อมูลให้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทย InnovestX อยู่ระหว่างนำข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาประมวลผลผ่านแบบจำลอง GDPNow เพื่อประเมินผลกระทบอย่างละเอียด จึงยังไม่มีการประกาศตัวเลขประมาณการใหม่อย่างเป็นทางการ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะปรับประมาณการ GDP ปี 2569 จากเดิม 2% ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.5% หรืออาจอยู่ในช่วง 2.5–2.6%
แรงหนุนสำคัญไม่ได้มาจากการปรับ MPI เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการส่งออกที่ขยายตัวดี และการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น แม้มูลค่าการนำเข้าจะสูงกว่าการส่งออก แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า สินค้านำเข้าส่วนหนึ่งเป็นสินค้าทุนที่นำมาใช้ลงทุน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและทำให้การลงทุนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น
ทั้งนี้ หากประมาณการปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นจริง InnovestX อาจคงประมาณการเศรษฐกิจปี 2570 ไว้ที่ประมาณ 2% ตามเดิม สะท้อนว่าการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้อาจไม่ได้ต่อเนื่องในอัตราเดียวกันในปีหน้า
เศรษฐกิจฟื้นแบบ K-shaped อิเล็กทรอนิกส์โต แต่ประชาชนฐานรากยังไม่ฟื้นตาม
ดร.ปิยศักดิ์มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้มีลักษณะเป็นการเติบโตเฉพาะบางภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ขณะที่ประชาชนในวงกว้างและกลุ่มฐานรากยังไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างทั่วถึง
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพการฟื้นตัวแบบ K-shaped Recovery ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเคยกล่าวถึง กล่าวคือ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการลงทุนสามารถเติบโตได้ดี แต่ภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปยังเผชิญข้อจำกัด
สำหรับการเติบโตที่อาจเร่งตัวขึ้นในปี 2569 ก่อนชะลอลงในปี 2570 ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นการเติบโตแบบชั่วคราวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วลดลงแรงจากฐานที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยผลักดันการผลิตในบางอุตสาหกรรม
ดังนั้น แม้เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงในปีหน้า แต่แรงส่งจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในช่วงปี 2568–2569 อาจช่วยให้การเติบโตไม่ได้ลดลงมากอย่างที่กังวล ทั้งนี้ ยังต้องรอข้อมูลจริงเพื่อยืนยันประมาณการอีกครั้ง
ขาดดุลการค้าสูง แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้แย่ตาม
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ การขาดดุลการค้าของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ตัวเลขการส่งออกจะขยายตัวดี แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า เมื่อพิจารณาดุลบัญชีเดินสะพัดกลับพบว่า สถานการณ์ไม่ได้ขาดดุลรุนแรงตามตัวเลขดุลการค้า และเริ่มกลับเข้าใกล้สมดุลมากขึ้น
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากดุลบริการ ซึ่งมีองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การขนส่ง และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ทำให้ภาพรวมของดุลบัญชีเดินสะพัดแตกต่างจากตัวเลขดุลการค้าที่พิจารณามูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้าเป็นหลัก
นอกจากนี้ ข้อมูลดุลการค้าจากกรมศุลกากรกับข้อมูลด้านกระแสเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีวิธีจัดเก็บและคำนวณแตกต่างกัน โดยธุรกรรมการค้าบางส่วนอาจมีเงื่อนไขการชำระเงินล่วงหน้า 30–60 วัน ทำให้มูลค่าสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้าในช่วงเวลาหนึ่งไม่ตรงกับกระแสเงินที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ แม้ดุลการค้าจะขาดดุลสูง แต่แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจากดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้มากอย่างที่ตัวเลขการค้าสินค้าบ่งชี้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องติดตามรายละเอียดของข้อมูลทั้งสองส่วนอย่างต่อเนื่อง
นำเข้าจากจีน–ไต้หวันพุ่ง สอดคล้องฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ
ดร.ปิยศักดิ์ยอมรับว่า การนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีทั้งสินค้าทุน เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงสินค้าขั้นกลางที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิต
หากพิจารณาตามประเทศต้นทาง พบว่าการนำเข้าจากจีนมีบทบาทสำคัญ โดยในเดือนล่าสุดการนำเข้าจากจีนขยายตัวประมาณ 50% ขณะที่ไต้หวันเติบโตถึง 113% และการนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 100% เช่นกัน
ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับภาพการลงทุนของโรงงานที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ซึ่งบางส่วนอาจนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์จากจีนหรือไต้หวันเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขณะที่บางส่วนอาจนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยตรงเพื่อนำมาผลิตในไทยก่อนส่งกลับไปยังตลาดสหรัฐฯ
ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตประมาณ 66% ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวประมาณ 50% จึงมีความสอดคล้องกันในระดับหนึ่งกับการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนเพื่อผลิตสินค้าส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์มองว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีสาเหตุจากการผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมด แต่ยังมีส่วนที่นำเข้ามาเพื่อการลงทุนโดยตรง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center และโรงงานผลิตประเภทต่าง ๆ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการลงทุนของไทยในภาพรวมได้
จับตาโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน สู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน?
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ มีการหยิบยกประเด็นการนำเข้าแผงวงจรและอุปกรณ์สำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหากมีการผลักดันโครงการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น
ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญหลังจากมาตรการหรือโครงการเริ่มมีความชัดเจน คือการติดตามว่าจะสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากน้อยเพียงใด และจะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศได้มากแค่ไหน




