ส่งออกไทยโตแค่ 24% ขาดดุลพุ่ง 5.8 พันล้านดอลลาร์ จับตานำเข้าจีนพุ่ง

27 ต.ค. 2569 - 13:49

  • ส่งออกกันยายน 2569 โต 24% ต่อเนื่องเดือนที่ 27 แต่มูลค่านำเข้าพุ่ง 50.4% สูงกว่าการส่งออกกว่า 5.8 พันล้านดอลลาร์

  • 9 เดือนแรกนำเข้าโต 37.8% ขณะที่ส่งออกโต 19.6% ดันไทยขาดดุลการค้าสะสม 4.37 หมื่นล้านดอลลาร์

  • อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI เป็นเครื่องยนต์ส่งออกสำคัญ แต่ต้องจับตาโครงสร้างการนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ว่าเพิ่มขึ้นในกลุ่มใดและส่งผลต่อผู้ผลิตไทยอย่างไร

ส่งออกไทยโตแค่ 24% ขาดดุลพุ่ง 5.8 พันล้านดอลลาร์ จับตานำเข้าจีนพุ่ง

กระทรวงพาณิชย์ แถลงการส่งออกไทย 9 เดือนแรกปี 2569 ขาดดุลการค้า 4.37 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์รับกระแส AI โตแรง แต่การนำเข้าขยายตัวเร็วกว่า สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องจับตา เมื่อการค้าโตทั้งสองทาง แต่รายจ่ายซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มเร็วกว่ารายได้จากการส่งออก

ส่งออกโตแรง แต่ทำไมไทยขาดดุลเพิ่ม?

ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนกันยายน 2569 กำลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่มีทั้งโอกาสและแรงกดดัน เมื่อการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง แต่การนำเข้ากลับเร่งตัวเร็วกว่าหลายเท่า

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การส่งออกไทยเดือนกันยายนมีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท ขยายตัว 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 27 หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกยังเติบโตสูงถึง 28.2%

การนำเข้ามีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 50.4% ทำให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนเดียว 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5.9 พันล้านดอลลาร์

ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2569 ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น เมื่อไทยส่งออกมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.6% แต่การนำเข้าสูงถึง 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% ส่งผลให้ขาดดุลการค้าสะสม 43,693.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กล่าวอีกอย่างคือ แม้ไทยขายสินค้าให้ต่างประเทศได้มากขึ้น แต่รายจ่ายจากการซื้อสินค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายรับจากการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

จีนในสมการนำเข้า ต้องดูให้ลึกกว่าตัวเลขรวม

เมื่อการนำเข้าเร่งตัวสูง ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อคือสินค้าที่ไทยซื้อจากต่างประเทศเป็นอะไร และมาจากแหล่งใด โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นทั้งตลาดส่งออกสำคัญและแหล่งสินค้านำเข้ารายใหญ่ของไทย

ข้อมูลที่ให้มายังไม่ได้แจกแจงมูลค่าการนำเข้าจากจีนหรืออัตราการเติบโตแยกตามประเทศ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจีนเป็นสาเหตุหลักของการนำเข้าที่พุ่งขึ้น 50.4% ในเดือนกันยายน แต่ตัวเลขดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องตรวจสอบโครงสร้างการนำเข้าอย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเครื่องจักรที่นำไปใช้ผลิตเพื่อส่งออก กับสินค้าสำเร็จรูปที่เข้ามาแข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตไทย เพราะผลทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน

หากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนที่ใช้รองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยี การนำเข้าเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการขยายตัวทางอุตสาหกรรมไทย และช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกในระยะต่อไป

แต่หากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยผลิตได้เอง ก็ต้องจับตาผลกระทบต่อยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีต้นทุนและอำนาจต่อรองต่ำกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่าไทยนำเข้าเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ไทยนำเข้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ หรือกำลังเพิ่มการพึ่งพาสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น

AI ดันส่งออก แต่ไม่ได้แปลว่าไทยได้มูลค่าเพิ่มทั้งหมด

แรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกไทยยังคงเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเดือนกันยายนขยายตัว 25.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 30 โดยมีสินค้าเทคโนโลยีเป็นหัวหอก

เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 59.4% แผงวงจรไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 45.9% เครื่องโทรศัพท์และส่วนประกอบเพิ่มขึ้น 17.5% ขณะที่เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวสูงถึง 1,302.6%

การเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ซึ่งเพิ่มความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง และเป็นแรงหนุนให้ไทยเติบโตไปพร้อมกับห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีโลก

การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับมูลค่าเพิ่มจากสินค้าทั้งหมด เพราะสินค้าส่งออกบางส่วนอาจต้องพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือเครื่องจักรนำเข้า

หากมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นพร้อมกับการนำเข้าชิ้นส่วนในสัดส่วนสูง ผลประโยชน์ที่เหลืออยู่ในประเทศย่อมขึ้นอยู่กับระดับการผลิต การจ้างงาน เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการไทยสร้างได้จริง

การประเมินความแข็งแกร่งของภาคส่งออกจึงไม่ควรดูเพียงอัตราการเติบโตของยอดขายต่างประเทศ แต่ต้องพิจารณามูลค่าเพิ่มในประเทศควบคู่กันด้วย

เกษตรยังมีโอกาส แต่ภาพรวม 9 เดือนยังติดลบ

การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเดือนกันยายนขยายตัว 2.5% โดยสินค้าเกษตรเติบโต 8.1% แต่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรยังหดตัว 2.7%

สินค้าที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เพิ่มขึ้น 34.8% ยางพาราเพิ่มขึ้น 29.8% อาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น 17.2% ไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น 13.5% และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้น 15.6%

แต่เมื่อมองตลอด 9 เดือนแรก การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังหดตัว 1.9% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของสินค้าเกษตรบางกลุ่มยังไม่เพียงพอจะชดเชยความอ่อนแอของสินค้าอื่นได้ทั้งหมด

ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ โดยการส่งออกไปภูมิภาคนี้ในเดือนกันยายนหดตัว 8.7% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5

โจทย์ต่อไป ไม่ใช่แค่เร่งส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าในประเทศ

แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีแรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความต้องการสินค้าช่วงเทศกาลปลายปี อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ในภาพรวม ตัวเลขเดือนกันยายนชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจการค้าของไทยกำลังเติบโต แต่การเติบโตดังกล่าวยังมาพร้อมกับการนำเข้าที่เร่งตัวเร็วกว่าการส่งออก

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ สินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาจากจีนและประเทศอื่น ๆ ในสัดส่วนเท่าใด เป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต หรือเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่แข่งขันกับผู้ผลิตไทยโดยตรง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการค้าระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากเพียงใด ลดการพึ่งพาสินค้าจำเป็นจากต่างประเทศได้หรือไม่ และผู้ประกอบการไทยยังมีพื้นที่เติบโตในตลาดของตัวเองมากแค่ไหน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์