วิรัตน์ อันตรัตน์ ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกร จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาน้ำยางสดและราคายางแผ่นรมควันขยับสูงขึ้น น้ำยางสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 84 บาท จากราคากิโลกรัมละ 53บาท ขยับขึ้นรวดเดียว กิโลกรัมละ 31 บาท สาเหตุที่ราคายางสูงขึ้นมาจากหลายสาเหตุ คือ
1.ชาวสวนยางเพิ่งเปิดฤดูกาลกรีดยาง ผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 30%เท่านั้น
2.สงครามตะวันอออกกลาง ทำให้หลายประเทศมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติหรือยางพาราป้อนเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น
3.ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นจากสงคราม ทำให้ยางสังเคราะห์ราคาสูง ส่งผลดีให้โรงงานหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น

“ราคาน้ำยางสด ขึ้นสูงกิโลกรัมละ 84 บาทเกิดจากประเทศผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลแต่อย่างใด ดังนั้นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่าได้พูดอะไรที่ไปกระทบการส่งออกยางพาราและน้ำยางสด ราคาตกลงมาอีก เหมือนกับเรื่องปาล์มน้ำมันที่ รัฐมนตรีพาณิชย์พูดห้ามไทยส่งออก ราคาปาล์มตกลงทันทีกิโลกรัมละ 2 บาท แทนที่จะขยับขึ้นไปกิโลกรัมละ 9 – 10 บาท”
วิรัตน์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยปลูกยางประมาณ 21 ล้านไร่ จ.ตรัง เป็นจังหวัดแรกที่ให้กำเนิดยางพารา ที่เปิดกรีดได้ 9 แสนไร่ จาก 1.2 ล้านไร่ เมื่อหลายปีก่อน ตรังปลูกยางมากถึง 1.6 ล้านไร่ เมื่อราคายางพาราตกต่ำ ชาวบ้านโค่นต้นยาง หันไปปลูกปาล์มและพืชชนิดอื่น เช่น ผลไม้แทน พื้นที่ผลิตยางลดลง ทำให้ผลผลิตน้ำยางสดและยางออกสู่ตลาดลดลง ส่งผลดีทำให้ราคายางสูงขึ้น จ.ตรัง มีสหกรณ์ที่รับซื้อน้ำยางสดและผลิตยางแผ่นรมควัน แห่งรวม 20 แห่ง จาก 40 กว่าแห่ง
“อยากให้รัฐบาลเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติมาตั้งโรงงานผลิตสินค้าในไทยแทนที่เราจะขายเฉพาะวัตถุดิบคือน้ำยางสดและยางแผ่น รัฐบาล ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาจะต้องจริงจัง พัฒนาเทคโนโลยีของไทย พัฒนาการศึกษา สร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนา น้ำยางสดและยางแผ่น เป็นสินค้าที่ผลิตจากไทยขายเป็นสินค้าไปต่างประเทศ แทนที่ชาวสวนและคนไทยขายได้เฉพาะน้ำยางสดและยางแผ่น ปัจจุบันนี้ชาวสวนยางเปรียบเสมือนลูกจ้างโรงงานที่ผลิตน้ำยางสดและยางแผ่นขายให้โรงงานเพื่อส่งออกเท่านั้น”
วิรัตน์ กล่าวด้วยว่า “ตนเองและคณะได้ไปดูงานกับชุมนุมสหกรณ์ จ.ตรัง งาน “ยางล้อ” นานาชาติ จีนผลิตยางรถยนต์ทุกชนิด ดูโรงงานที่ กวางหยวน เมืองชิงเต่า ประเทศจีน ชุมนุมสหกร์ จ.ตรัง นำยางแผ่นดิบรมควันไปขายให้โรงงานผลิตยางรถ รัฐบาลจีนสนับสนุนตั้งโรงงานผลิตสินค้าขายไปทั่วโลก ไทยเจ้าของสวนยาง แต่ไม่มีโรงงานในประเทศตัวเองทำให้เสียโอกาสผลิตสินค้าของตัวเอง”
สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมทั้งสิ้นประมาณ 23.5 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิต (เปิดกรีดแล้ว) ประมาณ 15 ล้านไร่ (ลดลงจากในอดีตเนื่องจากเกษตรกรโค่นเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น) โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลรายปีเพิ่มเติมได้ผ่านทาง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราในประเทศไทย อ้างอิงตามสถิติและรายงานล่าสุด มีรายละเอียดดังนี้
พื้นที่ปลูกทั้งหมด : ประมาณ 23,564,347 ไร่ (อ้างอิงข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจเนื้อที่ยืนต้นยางพารา)
พื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว (พื้นที่กรีดได้) : ประมาณ 15 ล้านไร่ (เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ประมาณ13ล้านไร่) ซึ่งปรับลดลงจากช่วงปี 2564 ที่เคยสูงถึง19ล้านไร่ จากการโค่นต้นยางเก่าไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ทุเรียน หรือปาล์มน้ำมัน ตามการประเมินของ การยางแห่งประเทศไทย
พื้นที่ปลูกยางมากที่สุด : ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุด ประมาณ 16.3 ล้านไร่ ตามข้อมูลของ กรมพัฒนาที่ดิน

ด้าน ชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ปาล์มอำเภอสิเกา-วังวิเศษ จังหวัดตรัง กล่าวว่า ตามที่สมาคมชาวสวนปาล์มในจังหวัดตรังเรียกร้องให้รัฐบาล เพิ่มสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B10 เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มให้คงที่ มีราคาที่ดี กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มในประเทศไทย
“ขณะนี้ อินโดนีเซีย มีการปลูกปาล์ม 47 ล้านไร่ มาเลเซีย 28 ล้าน ไร่ ไทยมีพื้นที่ 7 ล้านไร่ ซึ่งรัฐบบาลอินโดนีเซียมีการผลักดันให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 เพื่อส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้ขายปาล์มได้ในราคาที่ดี ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ และลดการใช้น้ำมันดีเซล เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐบาลมาเลเซียก็ผลักดันผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B15 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบและลดการใช้น้ำมันดีเซล”
“ส่วนประเทศไทยเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลผลิตน้ำมันดีเซลไบโอดีเซล B10 จาก B7 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านราคาและพลังงานของประเทศ แต่ดูท่าทีรัฐบาลแล้วจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ คงอยากให้คนไทยใช้เฉพาะน้ำมันดีเซลทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์มากกว่า” ชัยฤทธิ์ กล่าว

ชัยฤทธิ์ กล่าวว่าอีกว่า จังหวัดตรังปลูกปาล์ม 4 แสนไร่ ผลผลิตโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,100 ตันต่อปี ที่ผ่านมาราคาปาล์มเฉลี่ยทั้งปีตันละ 6,500 บาท คิดเป็นมูลค่า 7,150 ล้านบาท โดยเฉลี่ย ปาล์ม 1 ไร่ ให้ผลผลิต 2.9 ตันต่อปี ปีที่ผ่านมา ราคาปาล์มเฉลี่ยตันละ 6,500 บาท
“ไทยปลูกปาล์มประมาณ 7 ล้าน ไร่ หากลดพื้นที่ปลูกยางลง อีก 3 ล้านไร่มาเพิ่มสวนปาล์มจะอยู่ที่ 10 ล้าน ไร่ผลผลิตจากน้ำมันปาล์มที่แยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกใช้สำหรับการบริโภค และกลุ่มที่สองใช้พลังงานคงจะเพียงพอกับประเทศไทยโดยไม่ทำขาดแคลนน้ำมันปาล์มเพื่อบริโภคและเพื่อใช้เป็นพลังงานเป็นน้ำมันไบโอดีเซล”
ชัยฤทธิ์ กล่าว พร้อมระบุว่า ปัจจุบัน นี้มาเลเซียจะลดพื้นที่ปลูกปาล์มจาก 28 ล้านไร่ แล้วเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ปลูกยางพาราอีก 30% โดยไม่ต้องการนำเข้าน้ำยางสดจากประเทศไทยให้มากเพื่อสร้างความสมดุลทางด้านเศรษฐกิจระหว่างปาล์มและยางพารา
ข้อมูลสถานการณ์ปาล์มน้ำมันล่าสุดอ้างอิงจากพยากรณ์และรายงานของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สศก.
ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันรวมทั้งสิ้นประมาณ 6.5 - 6.7 ล้านไร่ โดยเป็น พื้นที่ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 6.3 - 6.44 ล้านไร่
เนื้อที่ให้ผลผลิต : ประมาณ 6.44 ล้านไร่ เกษตรกรชาวสวนปาล์มปลูกทดแทนยางพาราและพื้นที่รกร้าง
ผลผลิตรวมทั้งหมด : คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 19.64 ล้านตัน
ผลผลิตเฉลี่ย : เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,049 กิโลกรัม ต่อไร่
แหล่งปลูกหลัก : มากกว่าร้อยละ 85 อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร






