มองเศรษฐกิจไทยให้ครบ GDP 2.1% กับโอกาสจากเวที IMF-World Bank
การกลับมาเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในรอบ 35 ปี ทำให้ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางการหารือเรื่องสำคัญของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ความผันผวนด้านพลังงาน ภาระหนี้ ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนทิศทางธุรกิจและการจ้างงาน
ขณะที่เวทีประชุมเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายและเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศ ความสนใจภายในประเทศส่วนหนึ่งกลับมุ่งไปที่ประมาณการ GDP ไทยระดับประมาณ 2% รวมถึงกระแสข่าวว่า ผู้บริหาร IMF ตำหนิประเทศไทย จนนำมาสู่คำชี้แจงของโฆษกและรองโฆษกรัฐบาลในวันนี้ (15 ตุลาคม 2569)
คำถามที่ตามมาจึงมีทั้งข้อเท็จจริงของคำกล่าวที่ถูกนำเสนอ และภาพเศรษฐกิจไทยว่า การเติบโตในระดับดังกล่าวสะท้อนอะไร ประเทศมีจุดแข็งด้านใด และจะใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร
รัฐบาลชี้แจงสองประเด็น แยกกระแสข่าวออกจากประมาณการเศรษฐกิจ
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมถึงความประทับใจในการจัดงานและเนื้อหาการหารือ โดยฝ่ายไทยมีทั้งนายกรัฐมนตรี-อนุทิน ชาญวีรกูล, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมแสดงบทบาท
ซึ่งในกระแสข่าวที่ระบุว่าผู้บริหาร IMF - คริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) ซึ่งเป็น MD IMF ตำหนิประเทศไทยนั้น โฆษกฯ-เอกภพ ปฏิเสธว่าไม่ตรงกับเนื้อหาคำกล่าว โดยระบุว่า สิ่งที่ กอร์เกียวา กล่าว เป็นการพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ทั่วโลกต่างกำลังต้องเผชิญ ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงโอกาสของไทยจาก AI และการอยู่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
ดังนั้น จึงมองการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวว่า มีเจตนาดิสเครดิต และระบุว่าได้ส่งข้อมูลให้ศูนย์ข่าวปลอมของกรมประชาสัมพันธ์ตรวจสอบแล้ว พร้อมยืนยันว่าต้องการให้เผยแพร่ข้อเท็จจริง ไม่ได้มุ่งฟ้องร้องดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องการบิดเบือนและเจตนาดิสเครดิตเป็นคำชี้แจงของรัฐบาล ส่วนผลการตรวจสอบข้อความต้นทางยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม การพิจารณาประเด็นนี้จึงต้องเทียบเนื้อหาที่เผยแพร่กับคำกล่าวฉบับเต็มและบริบทของเวทีนั้น
เสนอให้ประเมินเศรษฐกิจผ่านเครื่องชี้หลายด้าน
อีกประเด็นหนึ่ง ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ไม่ควรใช้ตัวเลข GDP ประมาณ 2% เพียงตัวเดียวมาวัดหรือตีค่าประเทศไทย โดยเสนอให้พิจารณาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI และเงินสำรองระหว่างประเทศประกอบกัน
ลลิดาอ้างรายงานปี 2026 ขององค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNCTAD ว่า FDI ของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% พร้อมยกข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศที่ระบุว่ามีระดับประมาณ 2 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้นตามข้อมูลที่อ้างถึง รวมถึงการรายงานของสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับความสามารถรับมือความผันผวนของไทย
GDP โตต่ำกับเสถียรภาพที่มีอยู่ ต้องพิจารณาควบคู่กัน
สำหรับตัวเลขที่เป็นประเด็น เอกสารสรุปการประชุมประจำวันที่ 13 ตุลาคม ระบุว่า IMF คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.1% ทั้งปี 2569 และ 2570 เทียบกับเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโต 3.1% และ 3.4% ตามลำดับ ตัวเลขของไทยเป็นประมาณการล่วงหน้า ไม่ใช่ผลการเติบโตตลอดทั้งปีที่เกิดขึ้นแล้ว
ประมาณการดังกล่าวสะท้อนโจทย์การขยายตัวที่ไทยต้องให้ความสำคัญ ขณะเดียวกัน การลงทุนต่างชาติและเงินสำรองก็เป็นข้อมูลจำเป็นต่อการประเมินความพร้อมของประเทศ แต่เครื่องชี้เหล่านี้ตอบคำถามต่างกัน
GDP สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมการผลิตและบริการ ส่วน FDI บอกทิศทางเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังผลิต เทคโนโลยี และการจ้างงาน ขณะที่เงินสำรองเป็นกันชนสำหรับรองรับความผันผวนด้านต่างประเทศ ประเทศจึงสามารถมีเงินสำรองสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุน พร้อมกับมีอัตราการเติบโตต่ำได้ในช่วงเวลาเดียวกัน
การอ่านตัวเลขลงทุนยังต้องแยกปีที่เผยแพร่รายงานออกจากปีของข้อมูล รวมถึงแยกเงินลงทุนที่ไหลเข้าจริงออกจากมูลค่าโครงการที่ประกาศหรือยื่นขอส่งเสริม เพื่อประเมินได้ว่าการลงทุนนั้นเริ่มสร้างผลต่อเศรษฐกิจแล้วมากน้อยเพียงใด
มุมมองจากภายนอกก็มีทั้งด้านเสถียรภาพและข้อจำกัด รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม โดยอ้างฟิทช์ เรทติ้งส์ ว่าเศรษฐกิจไทยรับมือแรงกระแทกจากพลังงานโลกได้ดีกว่าคาด พร้อมกล่าวถึงการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก “เชิงลบ” แต่รายงานเดียวกันยังชี้ถึงแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน การท่องเที่ยว และการเติบโตที่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน
ด้าน ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ชี้ไทยมีโอกาสกลับไปเติบโตประมาณ 3% ภายใน 2-3 ปี หากแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ โดยประเมินเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2.3% หรือสูงกว่าเล็กน้อย และปี 2570 เติบโต 1.8%
ภาพที่ปรากฏจึงเป็นเศรษฐกิจที่มีความสามารถรองรับความผันผวน แต่ยังต้องเพิ่มแรงขับเคลื่อนเพื่อให้เติบโตได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โอกาสเอเชียและ AI จะถึงไทยได้ ต้องเตรียมมากกว่าเงินลงทุน
อีกด้านที่ต้องพิจารณาคือบริบทของการประชุม IMF-World Bank ซึ่งครอบคลุมทั้งความเสี่ยงและโอกาสของเศรษฐกิจโลก
ก่อนการประชุม รัฐบาลไทยเผยแพร่คำกล่าว กรรมการผู้จัดการ IMF ว่า ไทยเป็นเจ้าภาพในจังหวะที่เหมาะสมกับบทบาทของเอเชีย-แปซิฟิกที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วน GDP ของภูมิภาคเพิ่มจากประมาณ 25% เป็น 43% ของเศรษฐกิจโลก นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งก่อนเมื่อปี 2534
ส่วนการประเมินเศรษฐกิจโลกในเวทีครั้งนี้ IMF กล่าวถึงแรงขับเคลื่อนสองด้านสำคัญ ได้แก่ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นจากสงคราม ซึ่งเพิ่มต้นทุนและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กับการลงทุนเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่ช่วยสนับสนุนการค้าและการลงทุน พร้อมเตือนว่าประโยชน์ยังกระจุกตัวในบางประเทศ อุตสาหกรรม และบริษัท ขณะที่ภาระหนี้และดอกเบี้ยอาจจำกัดงบประมาณสำหรับการพัฒนา
กรรมการผู้จัดการ IMF ยังชี้ด้วยว่า เอเชียได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะส่งผลต่อตลาดแรงงาน การศึกษา และระบบภาษีด้วย จึงต้องเตรียมความพร้อมควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุน
สำหรับไทย การอยู่ในภูมิภาคที่มีโอกาสเป็นจุดตั้งต้น แต่ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นมากเพียงใดขึ้นอยู่กับความพร้อมภายในประเทศ ทั้งทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน กฎระเบียบ และความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมใหม่
นอกจากการดึงดูดโครงการขนาดใหญ่แล้ว โจทย์สำคัญคือทำให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพในธุรกิจที่มีอยู่ ตั้งแต่เกษตร การผลิต การค้า ไปจนถึงบริการ รวมถึงเปิดทางให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมือ เงินทุน และบุคลากรที่จำเป็นต่อการปรับตัว
การติดตามผลจากเวที IMF–World Bank จึงต้องไปต่อถึงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง งานที่สร้างขึ้น ค่าจ้างและทักษะที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนโอกาสของธุรกิจไทยในห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักฐานว่า ไทยเปลี่ยนความพร้อมด้านเสถียรภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้เป็นการเติบโตที่ส่งถึงประชาชนได้มากเพียงใด





