ไทยเข้า OECD รื้อรัฐราชการ ปรับกฎหมาย ลดคอร์รัปชัน

24 ส.ค. 2569 - 15:01

  • ไทยเดินหน้าเข้า OECD ภายในปี 2571 รื้อกฎหมายกว่า 9,000 ฉบับ

  • ‘ปกรณ์’ ดัน AI วิเคราะห์กฎเกณฑ์ พร้อมเดินหน้า Super License ลดขั้นตอน-ใบอนุญาตซ้ำซ้อน ปรับโครงสร้างราชการ ปิดช่องว่างคอร์รัปชัน

  • สภาพัฒน์เผยความคืบหน้ากระบวนการเข้า OECD อยู่ที่ 25% เร่งแก้กฎหมาย ป.ป.ช. และสรรพากร 3 ฉบับ

ไทยเข้า OECD รื้อรัฐราชการ ปรับกฎหมาย ลดคอร์รัปชัน

ไทยเข้า OECD ‘ราชการไทย’...อะไรบ้าง? ต้องปรับ!

OECD ประเมินไทยผ่านเกณฑ์ด้านกฎระเบียบ 78% แต่ด้านการปฏิบัติจริงอยู่ที่เพียง 11% ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศ OECD อยู่ที่ 80% และ 45% ตามลำดับ ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างสำคัญของไทย ระหว่างการมีกฎระเบียบกับการนำกฎไปใช้จริง โดยเฉพาะระบบป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐ

โจทย์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเดินหน้าผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571 พร้อมใช้กระบวนการเตรียมเข้าเป็นสมาชิกเป็นแรงผลักดันการปฏิรูประบบราชการ กฎหมาย และการบริหารประเทศ

เป้าหมายจึงขยับจากการทำให้ไทย ‘ผ่านเกณฑ์’ ไปสู่การปรับระบบให้ทำงานได้จริง ลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานการบริหารราชการ

รื้อกฎหมาย 9,000 ฉบับ ลดภาระธุรกิจ

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้ว่าระบบกฎหมายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแนวคิดการควบคุมแบบ Pre-audit ที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องขออนุญาตจากรัฐก่อนดำเนินกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ล้าสมัยและสร้างภาระเกินความจำเป็น

แนวทางที่รัฐบาลต้องการผลักดันคือการปรับระบบไปสู่ Post-audit ในเรื่องที่เหมาะสม ให้รัฐกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง ลดขั้นตอนการขออนุญาต และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

อีกด้านคือการใช้ AI วิเคราะห์กฎหมายประมาณ 9,000 ฉบับ เพื่อค้นหากฎหมายที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน หรือสร้างภาระเกินความจำเป็น ก่อนนำไปสู่การปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

แนวคิดเดียวกันถูกนำมาใช้กับ Super License หรือใบอนุญาตพวง เพื่อเชื่อมโยงใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ลดการยื่นเอกสารและการติดต่อหลายหน่วยงาน ช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้สะดวกขึ้น

หัวใจของการปรับกฎหมายจึงอยู่ที่การลดกฎที่ไม่จำเป็น และทำให้กฎที่เหลืออยู่มีความชัดเจน ใช้ได้จริง และตรวจสอบได้

OECD ระบุในรายงาน Regulatory Reform in Thailand ว่าไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบประเมินผลกระทบของกฎระเบียบและการทบทวนกฎหมายหลังบังคับใช้ ขณะเดียวกันยังมีช่องว่างด้านการนำระบบเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น

ด่านคอร์รัปชัน งานใหญ่ของไทย

อีกโจทย์สำคัญในกระบวนการเข้า OECD คือการยกระดับระบบต่อต้านคอร์รัปชันและธรรมาภิบาล

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์เปิดเผยความคืบหน้ากระบวนการเข้า OECD ว่าอยู่ที่ประมาณ 25% และหนึ่งในประเด็นท้าทายคือการยกระดับมาตรฐานด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายในส่วนของ ป.ป.ช. และกรมสรรพากร รวม 3 ฉบับ

โจทย์ด้านกฎหมายจึงเชื่อมกับประเด็นที่ OECD ประเมินไทยไว้เช่นกัน เพราะข้อมูล Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 พบว่าไทยทำคะแนนด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน 78% ขณะที่ด้านการปฏิบัติจริงอยู่ที่ 11%

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การยกระดับมาตรฐานไทยยังต้องเดินต่อจากการออกกฎหมายไปสู่การบังคับใช้จริง ระบบราชการจึงต้องทำให้กติกามีผลในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และกระบวนการใช้อำนาจสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทในจุดนี้ ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล การให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล และการลดขั้นตอนที่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจโดยไม่จำเป็น

ลดกำลังคน ปรับโครงสร้างรัฐ

การปฏิรูปราชการอีกด้านคือเรื่อง กำลังคนและโครงสร้างหน่วยงาน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐประมาณ 3 ล้านคน แบ่งเป็นข้าราชการ 1.75 ล้านคน และกำลังคนประเภทอื่น 1.24 ล้านคน เฉลี่ยกำลังคนภาครัฐประมาณ 1 คนต่อประชากร 22 คน

รัฐบาลจึงเดินหน้าทบทวนโครงสร้างราชการ ทั้งภารกิจของหน่วยงาน การจัดสรรกำลังคน และการทำงานที่ซ้ำซ้อน โดยมีแนวทางปรับลดหรือยุบหน่วยงานในภูมิภาคประมาณ 3,700 แห่ง

ประเด็นนี้สะท้อนแนวคิดการปรับรัฐให้มีขนาดและโครงสร้างเหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบัน หน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อนสามารถรวมงานหรือปรับรูปแบบการทำงาน ขณะที่งานบริการประชาชนควรใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้บริการได้รวดเร็วขึ้น การลดกำลังคนจึงต้องเดินควบคู่กับการปรับกระบวนการทำงาน หากลดจำนวนหน่วยงานลง แต่ขั้นตอนเดิมยังอยู่ ภาระก็อาจย้ายจากหน่วยงานหนึ่งไปอีกหน่วยงานหนึ่ง

สิ่งที่ต้องลดพร้อมกันคือ คนที่ไม่จำเป็น งานที่ซ้ำซ้อน กฎที่เกินจำเป็น และขั้นตอนที่สร้างภาระ
ส่วนที่ต้องเพิ่มคือ ประสิทธิภาพ เทคโนโลยี ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อประชาชน

OECD มองไกลกว่าราชการ

การปฏิรูประบบราชการจึงเป็นหนึ่งในภาพใหญ่ของการเตรียมไทยเข้าสู่ OECD รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเป็นสมาชิกภายในปี 2571 ขณะที่กระบวนการประเมินของ OECD ครอบคลุมหลายด้านของประเทศ

ไทยเข้าสู่กระบวนการประเมินทางเทคนิคในหลายสาขา โดยมีคณะกรรมการ OECD ที่เกี่ยวข้องถึง 25 คณะ ครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และนโยบายสาธารณะ ดังนั้น สิ่งที่ OECD กำลังมองจึงกว้างกว่าระบบราชการ เชื่อมโยงทุกด้านจากต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่...

กฎหมาย + รัฐราชการ + ธุรกิจ + การแข่งขัน + คอร์รัปชัน + แรงงาน + การศึกษา + สุขภาพ + สิ่งแวดล้อม + ข้อมูล/ดิจิทัล

เพราะกฎหมายที่ดีช่วยลดต้นทุนธุรกิจ ราชการที่คล่องตัวช่วยให้บริการประชาชนเร็วขึ้น ระบบต่อต้านคอร์รัปชันที่เข้มแข็งช่วยสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่การศึกษา แรงงาน สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และดิจิทัล ล้วนเป็นฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันประเทศ

การเดินหน้าเข้า OECD จึงกำลังทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวน ‘วิธีทำงานของรัฐ’ ตั้งแต่กฎหมายที่ใช้กำกับประชาชน ไปจนถึงโครงสร้างหน่วยงานและการใช้กำลังคน

จากตัวเลข 78% ของกฎระเบียบ กับ 11% ของการปฏิบัติจริง โจทย์ของไทยจึงชัดขึ้นว่า การปฏิรูปราชการครั้งนี้ต้องทำให้กฎหมายและนโยบายลงไปถึงการปฏิบัติจริงได้มากขึ้น เพราะมาตรฐานสากลไม่ได้วัดกันที่ ‘เขียนกฎไว้ดีแค่ไหน’ สุดท้ายต้องดูว่า “เมื่อถึงเวลาต้องใช้จริง รัฐทำได้แค่ไหน”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์