ราคาน้ำมันอาเซียนสะท้อนโครงสร้างต่าง ไทยยังต่ำกว่าภูมิภาค จากกลไกกองทุน-อุดหนุนพลังงาน
สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานราคาน้ำมันเฉลี่ยในกลุ่มอาเซียน ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึง “โครงสร้างราคาพลังงานที่แตกต่างกัน” ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี การจัดเก็บเงินเข้ากองทุน และมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับราคาขายปลีกในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน
สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยยังอยู่ในระดับ “ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน” โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ เนื่องจากภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคา รวมถึงการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ผ่านการอุดหนุน ทำให้ราคาน้ำมันประเภทแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศ มีราคาถูกกว่าเบนซินอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะที่หลายประเทศเพื่อนบ้าน แม้ยังมีการอุดหนุนราคาพลังงานเช่นกัน แต่ระดับการอุดหนุนและโครงสร้างภาษีแตกต่างกัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกในบางประเทศปรับตัวสูงกว่าไทยอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ‘ส่วนต่างราคา’ ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาในเชิงนโยบาย เนื่องจากอาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ หรือการกักตุนเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวนสูง
นักวิเคราะห์มองว่า ความเสี่ยง ‘น้ำมันไหลออก’ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากส่วนต่างราคายังคงกว้าง และระบบควบคุมการกระจายสินค้าไม่เข้มงวดเพียงพอ แม้ว่าภาครัฐจะยืนยันว่ามีการติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยยังคงใช้นโยบายชดเชยราคาผ่านกองทุนน้ำมันฯ แม้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ก็ส่งผลให้ภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น และอาจกระทบเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเสนอว่า การบริหารราคาน้ำมันในระยะต่อไป จำเป็นต้อง ‘สร้างสมดุล’ ระหว่างการดูแลผู้บริโภค กับการลดแรงจูงใจในการบิดเบือนตลาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการรั่วไหลของทรัพยากรพลังงานออกนอกประเทศ




