วิกฤตความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อการท่องเที่ยวของไทย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง โดยสมาคมโรงแรมภาคใต้ชี้แจงสถานการณ์ว่า นักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางงดเดินทางเข้าพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ทำให้อัตราเข้าพักลดลง นักท่องเที่ยวหายไปราว 15% สมาคมฯจึงยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐให้เร่งอุดหนุนงบประมาณแก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนแผนเชิงรุกดึงดูดกลุ่มตลาดใหม่ทดแทน เน้นเจาะตลาดในกลุ่มระยะใกล้ อินเดีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย
วิชุพรรณ ภูเก้าล้าน ศรีสัญญานายกสมาคมโรงแรมภาคใต้ เปิดเผยว่า ผลกระทบของวิกฤตพลังงานและสงครามตะวันออกกลางที่มีต่อการท่องเที่ยวภาคใต้ คือเที่ยวบินยุโรปลดลง จำนวนเที่ยวบินปรับตัวลดลงประมาณ 10-15% สาเหตุมาจากพฤติกรรมเปลี่ยน นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง ปฏิเสธการเดินทาง หรือเลื่อนทริปออกไป เพราะค่าใช้จ่ายพุ่ง ราคาตั๋วเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากวิกฤตพลังงานและเส้นทางบินที่จำกัด

“ภูเก็ตฟื้นตัวในช่วงนี้ สายการบินจากตะวันออกกลางเริ่มกลับมาเปิดบินตรงสู่ภูเก็ตตามปกติแล้ว แต่กระบี่ยังวิกฤต ยังไม่มีเที่ยวบินตรงบินทุกวันเหมือนช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะเดียวกันมีการปรับเส้นทางบิน สายการบินยุโรปเปลี่ยนเส้นทางบินตรงสู่ภูเก็ตและกระบี่ แทนการต่อเครื่องหรือบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง”
วิชุพรรณ กล่าวต่อว่า ภูเก็ตและกระบี่เป็นจุดหมายหลักที่ครองใจตลาดอินเดียและมาเลเซียได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือการเดินทางที่สะดวกและการเข้าถึงที่ง่าย เพราะมีสายการบินจากเมืองต่างๆ เช่น บังคาลอร์ และกัลกัสต้า บินตรงมาลงภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งการมีเที่ยวบินตรงดังกล่าว ช่วยดึงกลุ่มนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่
สำหรับมาเลเซียเป็นตลาดที่ “มาซ้ำ” บ่อยที่สุด เนื่องจากมีความคุ้นเคยทางวัฒนธรรมและค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า โดยกลุ่มบินตรงมักเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เน้นการกิน การช้อปปิ้ง และพักผ่อนในเมืองท่องเที่ยวหลัก ส่วนอีกกลุ่ม ขับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ มีทั้งนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน และมาเลเซียมุสลิม เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการกระจายตัวสูงที่สุด เพราะชอบเดินทางเป็นคาราวาน หากสามารถกระจายนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไปทั่วประเทศไทยได้จะยิ่งดี
ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจากภาคใต้นั้น ในขณะนี้จะมีนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวพื้นที่ภาคใต้ของไทย มาเที่ยวทะเล ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากสำหรับ “นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่” ที่กำลังเข้ามาแทนที่กลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญแบบเดิม เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้แค่อยากมาถ่ายรูปเช็คอินแล้วกลับ แต่ต้องการมา “สัมผัสชีวิต” และ “ประสบการณ์เชิงลึก”
นอกจากนี้ การพบกันของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและจีน ที่จังหวัดกระบี่เมื่อไม่นานมานี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์เชิงบวกได้ดีมาก
“สิ่งเหล่านี้ทำให้นักท่องเที่ยวจีนตื่นตัว ให้ความสนใจ สื่อของจีนก็ให้น้ำหนักมาที่กระบี่ ดังนั้นนักท่องเที่ยวจีนจะเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT เข้ามาเที่ยวกระบี่เพิ่มมากขึ้น การท่องเที่ยวกระบี่มีสินค้าขายนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แพทย์แผนไทย”



นายกสมาคมโรงแรมภาคใต้ กล่าวอีกว่า นักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่หันมาเที่ยวภาคใต้ของไทย ข้อมูลการท่องเที่ยวพบว่านักท่องเที่ยวออสเตเลียเที่ยวภาคใต้ทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เดือนธันวาคมและมกราคม นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สนใจการท่องเที่ยวแบบกีฬา ปีนหน้าผา เดินเทลส์ ดำน้ำ เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เดินทางเข้ามาเที่ยวภาคใต้ มีวันเข้าพักระยะยาว
“สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวภาคใต้อีกประมาณ 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี เชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกยังมีความต้องการเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตกของไทย แต่ปัญหาและอุปสรรคที่พบในขณะนี้คือ ราคาตั๋วเครื่องบินที่ราคาขยับสูงขึ้น”
“อย่างไรก็ตามก่อนจะถึงช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยวภาคใต้ฝั่งตะวันตก ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ จนถึงปลายปี ผู้ประกอบการจะต้องพยุงตัวเองให้ได้ โดยในเร็วๆ นี้ช่วงเดือนมิถุนายน สมาคมโรงแรมภาคใต้ สมาคมโรงแรมกระบี่และสมาคมโรงแรมพังงา จะพาผู้ประกอบการไปทำการโรดโชว์อินเดีย 2 เมืองหลักคือ เดลลี มุมไบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย”



นายกสมาคมโรงแรมภาคใต้ กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันนี้การโปรโมทการท่องเที่ยว เราอาจไม่เน้นโปรโมท “ประเทศไทย” ในเชิงกว้างเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องมีกิจกรรมย่อยที่จับคู่จังหวัด รวมกลุ่มจังหวัดที่มีสินค้าท่องเที่ยวคล้ายกัน เพื่อสร้างพลังดึงดูด เจาะกลุ่มความสนใจพิเศษ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเฉพาะ เช่น สายสุขภาพ ทำการตลาดเชิงรุก เข้าถึงลูกค้าที่มีความต้องการชัดเจน โดยเน้นประสบการณ์ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อ “เสาะหาประสบการณ์” โดยเฉพาะจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
“เพราะฉะนั้นจึงอยากขอให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญของการการตลาดในเชิงรุก โดยเฉพาะในเชิงงบประมาณและในฐานะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรที่ยังสามารถทำเงินเข้าประเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ชะลอตัว แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังไปได้”
“อยากให้รัฐบาลพิจารณาการเสริมงบประมาณเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงกับด้านการการตลาดการท่องเที่ยว คือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนผู้ประกอบการ เชื่อว่าหากได้มีเชื้อเพลิงที่เป็นงบประมาณจัดสรรจากภาครัฐจะทำให้ทั้งประเทศไทยและภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพในการจะหาตลาดที่เป็นควิกแล้วก็ดึงดูดได้อย่างรวดเร็ว”


วิชุพรรณ กล่าวอีกว่าในช่วงวิกฤตแบบนี้เราต้องประเมินสถานการณ์กัน อยากให้การทำงานบูรณาการร่วมกัน มารวมตัวกัน ร่วมตกผลึกกันทางด้านความคิดว่า ช่วงที่เหลืออยู่ของปี 2026 ทำยังไงให้ตัวเลขรายได้นั้น ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
“ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าเรื่องของอีเวนท์ festival ประจำปี ไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ ลอยกระทง ปีใหม่ เทศกาลในเชิงวัฒนธรรม เดือนมิถุนายนนี้ประเทศไทยเราเองก็เป็นประเทศที่เปิดรับเความหลากหลายทางเพศ เพราะฉะนั้น festival เหล่านี้ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางอย่างต่อเนื่องในช่วงดังกล่าว”
“เพราะฉะนั้น มาช่วยกันสะท้อนวัฒนธรรม สะท้อนภาพลักษณ์ สร้างภาพการรับรู้ พัฒนาการท่องเที่ยวของไทย ให้เป็นที่สนใจไปทั่วโลก สร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” วิชุพรรณ กล่าว






