บทเรียน OECD จาก “ลดภาษี” สู่ “สร้างนวัตกรรม” ดันเอกชนลงทุน ประเทศต้องได้อะไรกลับมา
การเดินหน้าของประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะจากเดิมที่การสมัครสมาชิกอาจถูกมองเป็นเรื่องของ “การแก้กฎหมายให้ผ่านเกณฑ์” กำลังเปลี่ยนเป็นโจทย์ใหญ่กว่า นั่นคือ ประเทศไทยต้องพิสูจน์ว่าสามารถยกระดับระบบเศรษฐกิจและสถาบันของประเทศให้ทำงานตามมาตรฐาน OECD ได้จริง
ปัจจุบันไทยเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินเชิงเทคนิคแล้ว หลังจากส่ง Initial Memorandum ต่อ OECD เมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยมีคณะกรรมการ OECD 25 ชุดทำหน้าที่ประเมินกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยในหลายด้าน ตั้งแต่การลงทุน การแข่งขัน ธรรมาภิบาล ภาษี สิ่งแวดล้อม การศึกษา แรงงาน สุขภาพ ไปจนถึงดิจิทัลและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
ดังนั้น หากรัฐบาลตั้งเป้าว่า ต้องการเร่งกระบวนการให้ไทยเข้า OECD ภายในประมาณ 2 ปี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะผ่านเกณฑ์หรือไม่” แต่คือ ไทยจะใช้ช่วง 2 ปีนี้เป็นจังหวะปฏิรูปประเทศอย่างไร
และหนึ่งในบทเรียนที่น่าสนใจที่สุดมาจากข้อมูล OECD ล่าสุดเรื่องการสนับสนุน R&D ภาคธุรกิจ
OECD กำลังเปลี่ยนวิธี “จ่ายเงินให้นวัตกรรม”
ข้อมูล OECD ที่เผยแพร่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 พบว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีคิดเป็น 60% ของการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับ R&D ภาคธุรกิจในกลุ่ม OECD เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 28% ในปี 2004
มูลค่าการลดหย่อนภาษีด้าน R&D เพิ่มจาก 0.05% ของ GDP ในปี 2004 เป็น 0.16% ในปี 2024 ขณะที่การสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลยังอยู่ประมาณ 0.10% ของ GDP
ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้พยายามเป็นคน “ทำวิจัยแทนเอกชน” แต่กำลังใช้ระบบภาษีเป็นเครื่องมือ ลดความเสี่ยงและลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจตัดสินใจลงทุนใน R&D
ปัจจุบัน 34 จาก 38 ประเทศ OECD มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่าย R&D และหลายประเทศออกแบบให้ SME ได้รับประโยชน์มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเงินทุนและความเสี่ยงของธุรกิจขนาดเล็ก นี่คือจุดที่ไทยควรหยิบมาเป็น “บทเรียน” มากกว่าการลอกนโยบาย
บทเรียนที่ 1 อย่าแข่งกันว่า “ลดภาษีให้เยอะที่สุด” แต่ต้องถามว่า “ลดแล้วเกิดอะไรขึ้น”
OECD ระบุชัดว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีข้อดี เพราะทำให้บริษัทสามารถเลือกได้เองว่าจะลงทุนในโครงการ R&D แบบใด แทนที่รัฐบาลจะต้องเลือกโครงการทั้งหมดผ่านระบบเงินอุดหนุน
แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะหากพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากเกินไป รัฐจะมีความสามารถน้อยลงในการกำหนดทิศทาง R&D ไปยังสาขาที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ
นี่คือโจทย์ของไทย
ประเทศไทยมีมาตรการสนับสนุน R&D อยู่แล้ว ทั้งการหักค่าใช้จ่าย R&D ได้ 200% และมาตรการส่งเสริมของ BOI แต่ OECD เคยตั้งข้อสังเกตว่าระบบของไทยมีหลายมาตรการและมีความซับซ้อน ทำให้ธุรกิจต้องเลือกระหว่างระบบต่าง ๆ และไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์บางมาตรการซ้อนกันได้
สิ่งที่ไทยควรทำภายใน 2 ปี ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการประกาศ “ลดภาษีเพิ่ม” แต่ควรเริ่มจากการ จัดระบบสิทธิประโยชน์ R&D ทั้งประเทศใหม่ จากระบบที่มีหลายหน่วยงาน หลายเกณฑ์ และหลายช่องทาง ไปสู่ระบบที่บริษัทสามารถตอบคำถามได้ง่าย ๆ ว่า
ลงทุน 1 บาทใน R&D จะได้รับการสนับสนุนเท่าไร ต้องยื่นกับใคร และรัฐต้องการผลลัพธ์อะไรกลับคืนมา
บทเรียนที่ 2 เปลี่ยนจาก “Tax Incentive” เป็น “Performance Incentive”
จุดที่ไทยควรเรียนรู้จาก OECD มากที่สุด คือ การออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สัมพันธ์กับผลลัพธ์ รัฐบาลไม่ควรถามเพียงว่า บริษัทใช้เงิน R&D ไปเท่าไร แต่ควรถามต่อว่า แล้วเงินก้อนนั้นสร้างอะไรให้เศรษฐกิจไทย?
เช่น ทำให้เกิดสิทธิบัตรหรือไม่ ทำให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาในประเทศไทยหรือไม่ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ทำให้เกิดการส่งออกเทคโนโลยีหรือไม่ ทำให่เกิดบริษัท Startup/Deep Tech ใหม่หรือไม่ ทำให้เกิดการจ้างนักวิจัยไทยเพิ่มหรือไม่ ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ SME หรือไม่ และทำให้เกิด Productivity เพิ่มขึ้นหรือไม่ นี่จะเปลี่ยน R&D จาก “ค่าใช้จ่ายที่นำไปลดภาษี” ให้กลายเป็น การลงทุนที่ต้องสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
บทเรียนที่ 3 SME ต้องได้สิทธิประโยชน์มากกว่าบริษัทใหญ่
ข้อมูล OECD ปี 2025 พบแนวโน้มที่ชัดเจนว่า หลายประเทศออกแบบให้บริษัทขนาดเล็กได้รับแรงจูงใจด้าน R&D สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่
โดยเฉลี่ย SME ที่มีกำไรได้รับเงินอุดหนุนทางภาษีประมาณ 19% ของค่าใช้จ่าย R&D ที่เข้าเกณฑ์ เทียบกับ 16% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนกรณีบริษัทขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 17% และ 13% ตามลำดับ เหตุผลสำคัญคือ SME มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความสามารถในการใช้ประโยชน์จากระบบภาษี
นี่เป็นจุดที่ไทยควรนำมาปรับใช้ทันที เพราะถ้ารัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ R&D แบบเดียวกันทั้งหมด บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน นักวิจัย และฝ่ายกฎหมายภาษีอยู่แล้ว ย่อมใช้ประโยชน์ได้มากกว่า SME จึงควรออกแบบเป็น Progressive R&D Incentive คือ ยิ่งเป็น SME หรือ Startup ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ยิ่งได้รับการสนับสนุนในระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ทำ R&D ในสาขาที่ประเทศไทยต้องการสร้างความสามารถใหม่ เช่น AI, Semiconductor, EV, Battery, Biotechnology, Medical Technology, Robotics, FoodTech และ ClimateTech
บทเรียนที่ 4 อย่าให้สิทธิประโยชน์เฉพาะ “ตอนทำ R&D” ต้องให้รางวัล “ตอนสร้างตลาดได้” ด้วย
OECD ยังพบการขยายตัวของมาตรการภาษีที่ไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะจากค่าใช้จ่าย R&D แต่ให้สิทธิประโยชน์กับรายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมด้วย เรียกว่า Income-Based Tax Incentives
ในปี 2024 มี 21 ประเทศ OECD ที่ใช้มาตรการลักษณะนี้ และ OECD ประเมินว่าโดยเฉลี่ยมาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระภาษีของรายได้จากสินทรัพย์ R&D ภายในประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือแนวคิดที่ไทยควรพิจารณา เพราะปัญหาของไทยไม่ได้อยู่แค่ “เราวิจัยน้อย” แต่คือ วิจัยแล้วทำอย่างไรให้ขายได้ไทยจึงควรสร้างระบบต่อเนื่องตั้งแต่
R&D → Prototype → Patent → Commercialisation → Export
และสิทธิประโยชน์ทางภาษีควรติดตามห่วงโซ่นี้ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ค่าใช้จ่ายในห้องทดลอง
บทเรียนที่ 5 รัฐต้องใช้เงินตัวเองในจุดที่ตลาดไม่กล้าเสี่ยง
แม้ OECD จะพบว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินอุดหนุนโดยตรงหมดความสำคัญ ตรงกันข้าม OECD ระบุว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินทุนโดยตรงควรทำหน้าที่ต่างกัน รัฐบาลควรใช้ Direct Funding กับงานที่มีความเสี่ยงสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ แต่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง งานวิจัยพื้นฐาน Quantum
Semiconductor Biotechnology Space Technology
Cybersecurity Climate Technology
ขณะที่ R&D ที่เอกชนสามารถเลือกและแข่งขันกันเองได้ ควรใช้ Tax Incentive เป็นเครื่องมือหลัก
พูดง่าย ๆ คือ รัฐลงทุนในสิ่งที่ตลาดยังไม่กล้าเสี่ยง ตลาดลงทุนในสิ่งที่มีโอกาสสร้างธุรกิจ นี่จะเป็นการแบ่งบทบาทระหว่างรัฐกับเอกชนที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
บทเรียนที่ 6 ถ้าจะเข้า OECD ใน 2 ปี ต้องเปลี่ยน “วิธีทำงานของรัฐ” ไม่ใช่แค่แก้กฎหมาย
สิ่งสำคัญที่สุดจากกระบวนการ OECD คือ การประเมินไม่ได้ดูเฉพาะว่าประเทศมีกฎหมายหรือไม่ แต่ดูว่า กฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่
กระบวนการ accession ของ OECD ใช้การประเมินเชิงลึกโดยคณะกรรมการด้านเทคนิคหลายชุด ก่อนจะนำไปสู่ formal opinions และการตัดสินใจของ OECD Council ซึ่งต้องใช้ฉันทามติของสมาชิก “2 ปี” ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการเร่งแก้กฎหมายให้ครบภายใน 24 เดือน แต่ควรเป็น 24 เดือนแห่งการเปลี่ยนระบบราชการให้ทำงานแบบ OECD
สูตร 24 เดือนของไทย หากรัฐบาลต้องการเร่งกระบวนการให้เห็นผลภายใน 2 ปี แนวทางที่น่าสนใจคือแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 0–6 เดือน “รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน” จัดทำ OECD Gap Dashboard ระดับประเทศ ไม่ใช่รายงานหนา ๆ ที่อยู่ในหน่วยงาน แต่ต้องเป็น Dashboard ที่ประชาชนและภาคธุรกิจติดตามได้ว่า
25 คณะกรรมการ ไทยผ่านอะไรแล้ว ติดอะไร ต้องแก้กฎหมายอะไร ต้องแก้นโยบายอะไร หน่วยงานไหนรับผิดชอบกำหนดเส้นตายเมื่อไร
การที่ไทยมอบหมาย 34 หน่วยงานให้รับผิดชอบงานใน 25 คณะกรรมการแล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้การทำงานไม่กลายเป็น “ต่างคนต่างทำ”
ระยะที่ 2 6–12 เดือน “เลือกเรื่องที่เปลี่ยนเศรษฐกิจได้จริง” ไม่ควรกระจายกำลังเท่ากันทุกเรื่อง ต้องจัดกลุ่มเป็น
Red ต้องแก้ทันที กฎหมายหรือมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกับ OECD
Yellow ต้องปรับระบบ เรื่องที่กฎหมายผ่าน แต่การบังคับใช้ยังมีปัญหา
Green ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว นำไปต่อยอดและใช้เป็นจุดแข็งของประเทศ
และ R&D ควรเป็นหนึ่งใน Green/Yellow priority เพราะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างมาตรฐาน OECD กับการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของไทย
ระยะที่ 3 12–18 เดือน “ทำให้เกิดผลจริง” ช่วงนี้ต้องเปลี่ยนจากการแก้เอกสารเป็นการทำ Pilot เช่น Thailand R&D Fast Track บริษัทที่ทำ R&D ตามเกณฑ์สามารถยื่นขอสิทธิประโยชน์ผ่านระบบเดียว ใช้ข้อมูลจากกรมสรรพากร BOI สวทช. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมกัน
ลดภาระการยื่นเอกสาร และที่สำคัญคือสร้างฐานข้อมูลว่า รัฐให้เงินหรือสิทธิประโยชน์ไปเท่าไร → บริษัททำอะไร → เกิดผลลัพธ์อะไร
ระยะที่ 4 18–24 เดือน “วัดผลและพิสูจน์ต่อ OECD” ช่วงสุดท้ายไม่ควรเป็นเพียงการรายงานว่า “ประเทศไทยแก้กฎหมายแล้ว”
แต่ต้องมี Evidence ว่า การลงทุน R&D เพิ่มขึ้น้อง จำนวนบริษัทที่ทำ R&D เพิ่มขึ้น SME เข้าถึงสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นสิทธิบัตรและ IP เพิ่มขึ้น การ commercialise งานวิจัยเพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น นักวิจัยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น Productivity เพิ่มขึ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐาน OECD ไม่ได้มีคุณค่าเพราะประเทศมีเอกสารครบ แต่มีคุณค่าเมื่อระบบที่ปฏิรูปแล้วสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชน
ไทยไม่ควร “เลียนแบบ OECD” แต่ควร “คิดแบบ OECD” บทเรียนจาก R&D Tax Incentive จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 60% และไม่ได้หมายความว่าไทยต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้มากที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้คือ วิธีคิดเชิงนโยบาย
จาก “รัฐบาลจะให้อะไร” ไปสู่ “รัฐบาลออกแบบระบบอย่างไรให้เอกชนลงทุนเอง”
จาก “ใช้งบประมาณเท่าไร” ไปสู่ “เงิน 1 บาทสร้างผลลัพธ์อะไร”
จาก “บริษัททำ R&D หรือไม่” ไปสู่ “R&D เปลี่ยนเป็น Productivity, IP, ธุรกิจ และการส่งออกได้หรือไม่”
และจาก “แก้กฎหมายให้ผ่าน OECD” ไปสู่ “ใช้ OECD เป็นแรงเร่งในการปฏิรูปประเทศ”
เพราะ OECD เองระบุชัดว่า กระบวนการ accession ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการรับประเทศเข้าเป็นสมาชิก แต่ต้องการให้ประเทศผู้สมัครปรับตัวเข้าหามาตรฐาน นโยบาย และแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นในระยะยาว
โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยใน 2 ปี จึงไม่ใช่แค่ “ไทยจะเข้า OECD ได้หรือไม่?”
แต่คือ “ถ้าไทยเข้า OECD แล้ว เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร?” หากรัฐบาลใช้ช่วง 24 เดือนข้างหน้าเพียงเพื่อ “ปิด Gap” ตามรายการของ OECD ประเทศไทยอาจได้สมาชิกภาพ แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมากนัก
แต่หากใช้ OECD เป็น Reform Engine ตั้งแต่ภาษี R&D การแข่งขัน ธรรมาภิบาล การกำกับดูแลดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงตลาดแรงงานและทักษะ ประเทศไทยจะได้มากกว่าสมาชิกภาพ
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการเข้า OECD ไม่ควรเป็นเพียง
“เข้าให้ได้ใน 2 ปี” แต่ควรเป็น “ใช้ 2 ปีเปลี่ยนประเทศไทยให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจอีก 20 ปี”




