ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร การประชุมครั้งนี้เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยหลังจากจัดครั้งแรกในปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน และมีเพียงไทย ตุรกี และญี่ปุ่นเท่านั้นที่เคยเป็นเจ้าภาพถึงสองครั้ง
นอกจากการต้อนรับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลก เวทีดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการประเทศ ท่ามกลางโจทย์เร่งด่วนเรื่องน้ำท่วมและบริการสนามบินที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้ผู้เดินทาง
วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ครั้งที่ 3/2569 โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมทั้งเนื้อหาการประชุม พิธีการ ความปลอดภัย สาธารณสุข การประชาสัมพันธ์ และการอำนวยความสะดวก
นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีการตอบรับจาก 191 ประเทศ และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน พร้อมย้ำว่าการจัดงานให้เรียบร้อยจะช่วยสร้างชื่อเสียงและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการเดินทางเข้าประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงบริการของสายการบินและสนามบิน ซึ่งระบุว่า ได้กำชับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมประสานสายการบินเพื่อป้องกันปัญหาการขนส่งสัมภาระ การเช็กอิน และการยกเลิกเที่ยวบินซ้ำรอยเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงพิจารณาช่องทางบริการพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม
“ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเด็นเร่งด่วน ทั้งวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง และบริการของสายการบิน พร้อมฝากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) เตรียมความพร้อมเต็มที่ อย่าให้เกิดเหตุติดขัดแบบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งการขนส่งกระเป๋า การเช็กอิน และการยกเลิกเที่ยวบิน เพราะผู้เข้าประชุมจำนวนมากต้องใช้บริการสายการบินในไทย พร้อมทั้งให้จัดช่องทางพิเศษ เพื่อแสดงว่าไทยให้ความสำคัญกับผู้ร่วมประชุมทุกคน”
"คนที่เข้ามามีทั้งทุนและพลังสนับสนุนทางการเงิน ขอให้การเป็นเจ้าภาพของไทยครั้งนี้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด"
“หลายประเทศตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในไทยและพร้อมให้ความร่วมมือ จึงต้องเตรียมความพร้อมให้ครบทั้งสารัตถะ พิธีการ ความปลอดภัย การสาธารณสุข การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการภาพรวม”
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจมีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย และติดตามงานด้านการข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีเหตุที่น่ากังวล
ส่วนภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันที่ 7 ตุลาคมนี้จะเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อพบนักธุรกิจในเวที Forbes Global CEO ที่มีซีอีโอจากทั่วโลกเข้าร่วม 400 คน ก่อนกลับมาต้อนรับแขกในงานประชุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ
เวทีการเงินโลกกลับกรุงเทพฯ หลังผ่านไป 35 ปี
IMF ยืนยันว่าไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง โดยใช้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเมื่อปี 2534 เช่นเดียวกัน การกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ จึงเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอพัฒนาการทางเศรษฐกิจและแนวทางรับมือความท้าทายใหม่ต่อประชาคมการเงินโลก
ผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีประกอบด้วยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา การประชุมจึงมีทั้งการหารือเชิงนโยบาย เวทีวิชาการ และโอกาสพบปะระหว่างหน่วยงานและองค์กรต่างๆ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า จะมีผู้นำและบุคคลสำคัญเกือบ 400 คน โดยส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง พร้อมมองว่าเวทีนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจและเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายถึงเศรษฐกิจไทย
“เวทีนี้จะสร้างความมั่นใจและมีหลายเวทีที่พูดถึงเศรษฐกิจไทย แต่การกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกไม่ได้ขึ้นกับครั้งเดียว เพราะเป็นการทำต่อเนื่อง เวทีสหประชาชาติก็สำคัญเช่นกันในการแสดงท่าทีของไทยต่อสถานการณ์โลก”
“บริบทเศรษฐกิจที่ไทยต้องเผชิญระหว่างจัดงานก็ไม่ง่าย ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เป็น 1.00% เมื่อ 25 ก.พ. 2569 และคงไว้ที่ 1.00% ในการประชุมเดือน เม.ย. ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มความไม่แน่นอนต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก”
การดึงดูดนักลงทุนผ่านเวทีนานาชาติเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยมีฐานความสนใจด้านการลงทุนอยู่แล้ว ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน3,370 โครงการ มูลค่ารวม 1,876,653 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 ในด้านมูลค่า และร้อยละ 11 ในด้านจำนวนโครงการจากปีก่อน
ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่าไทยมีโอกาสต่อยอดในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสูง แต่การจัดประชุมหรือการพบปะนักลงทุนยังเป็นขั้นตอนต้นของกระบวนการลงทุน ผลลัพธ์ต้องติดตามต่อว่าเกิดโครงการใด มีเงินลงทุนจริงเท่าใด เริ่มดำเนินการเมื่อใด และสร้างงานหรือเชื่อมผู้ประกอบการไทยได้มากเพียงใด
โจทย์นี้สอดคล้องกับการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง แม้การส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ปรับดีขึ้น แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าสูงและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและการแข่งขัน
ดังนั้น ประโยชน์จากเวที IMF–World Bank จึงควรพิจารณาทั้งโอกาสของธุรกิจขนาดใหญ่ และช่องทางที่ทำให้บริษัทไทย แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไปมีส่วนร่วมกับการลงทุนใหม่
สำหรับธีมเจ้าภาพ ที่ประกาศในแถลงการณ์ร่วมของกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ IMF คือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยให้ความสำคัญกับคน ความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและการเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจาก AI ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ
การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ไทยแสดงความสามารถในการรับมือเหตุขัดข้องจริง ผ่านการประสานงานและการแก้ปัญหาที่ผู้เข้าร่วมประชุมสัมผัสได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสารที่รัฐบาลต้องการสื่อเรื่องความพร้อมของประเทศ
กำหนดการของ IMF ระบุว่า ช่วงประชุมจะมีการแถลงรายงานสำคัญ ได้แก่ World Economic Outlook และ Global Financial Stability Report ในวันที่ 13 ตุลาคม และ Fiscal Monitor ในวันที่ 14 ตุลาคม ตามเวลาประเทศไทย (โดยกำหนดการอาจปรับเปลี่ยนได้)
ส่วนวาระที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย กำหนดการมีทั้งเวทีรัฐมนตรีคลังเรื่องการสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แบ่งแยก และสัมมนาพิเศษว่าด้วยเส้นทางการเติบโตของไทยจากกรุงเทพฯ ปี 2534 ถึงปี 2569
นอกจากนี้ ยังมีเวทีเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งมุ่งวางกรอบรับมือการฉ้อโกงที่อาศัยเทคโนโลยีไซเบอร์ผ่านความร่วมมือของระบบที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอที่ไทยผลักดัน จึงเป็นอีกผลลัพธ์ที่ต้องติดตามควบคู่กับการจัดงาน ว่าจะได้รับการตอบรับและนำไปใช้ต่ออย่างไรหลังการประชุมสิ้นสุดลง




