คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ ร่าง #บันทึกความร่วมมือ ว่าด้วย #กิจกรรมด้านอวกาศ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของไทย และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวง อว. เป็นผู้แทนในการลงนาม
ดาวเทียมวงโคจรต่ำมาแรง
บันทึกความร่วมมือฉบับนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ #เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีประเด็นหลักที่มุ่งเน้น ได้แก่ เจาะลึกกลุ่ม #ดาวเทียมLEO ร่วมกันศึกษาศักยภาพของ กลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตของประชาชน การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม และมิติด้านความมั่นคง
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ประเมินโอกาสในการนำเทคโนโลยีด้านอวกาศของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมถึงปูทางสู่โครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอวกาศไทยนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของทั้งสองประเทศ พร้อมสนับสนุนโครงการใหม่ๆ ของไทยที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ของดาวเทียม LEO
ภายใต้ความร่วมมือ จะประสานงานและศึกษาร่วมกันผ่านสำนักงานพัฒนา #เทคโนโลยีอวกาศและ #ภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ของไทย และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) แลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น เชื่อมโยงข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และจัดทำสรุปผลการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในระยะต่อไป
กรอบเวลาและเงื่อนไขของบันทึกความร่วมมือ
ระยะเวลา มีผลบังคับใช้ 3 ปี นับจากวันที่ลงนาม (สามารถขยายเวลาต่อได้คราวละ 3 ปี)เป็นกรอบความร่วมมือที่แสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน โดยไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายหรือการเงิน และไม่มีการโอนงบประมาณหรือทรัพยากรวัสดุระหว่างรัฐ
อุตสาหกรรมดาวเทียม LEO มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดในทศวรรษหน้า โดยประเมินว่าในปี 2025–2026 ตลาดมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 1.5 - 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขึ้นอยู่กับขอบเขตการประเมินของแต่ละสถาบัน) และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 5.0 - 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031–2035 อัตราการเติบโต (CAGR) คาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 10% - 17% ต่อปี
แม้อเมริกาเหนือ จะครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน (กว่า 60%) จากความแข็งแกร่งของกลุ่ม Mega-constellation อย่าง SpaceX (Starlink) และ Amazon (Project Kuiper) แต่ภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก (APAC) จะเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากความตื่นตัวในการอุดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) และโครงการระดับชาติของหลายประเทศในภูมิภาค



