นายกฯ เศรษฐา เยือนญี่ปุ่น ชวนลงทุนเพิ่ม

15 ธ.ค. 2566 - 12:12

  • นายกฯ เศรษฐา ชวนญี่ปุ่นลงทุนไทย ลั่นรัฐหนุนนักธุรกิจรายเดิม-รายใหม่ ขอร่วมพัฒนาแลนด์บริดจ์ด้วยกัน

  • ด้าน รมต.เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยาหอมไทยมิตรแท้สานสัมพันธ์รุ่นสู่รุ่น เล็งยกไทยเป็นดีทรอยต์อาเซียน ผลิต-ส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งโลก

  • ชี้ นอกจากอุตฯ รถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังมีรถยนต์ไฮโดเจน และเอททานอล ที่ต้องร่วมพัฒนาต่อ

thailand_Japan_investment_forum_boi_SPACEBAR_Hero_9cf2c23b19.jpg

เป็นอีกครั้งสำคัญของภารกิจการเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ที่ขณะนี้อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่า ไทย-ญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ทางการค้า-การลงทุนหลากหลาย ครองอันดับหนึ่งลงทุนในไทย 63 ราย เงินลงทุนกว่า 15,873 ล้านบาท ตามด้วยจีน 11,479 ล้านบาท และสิงคโปร์ 6,356 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 2,999 คน ต้องจับตาว่า การไปเยือนของนายกฯ เศรษฐา ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า-การลงทุนเท่าใด

โอกาสนี้ นายกฯ เศรษฐา ปาฐกถาในงานสัมมนา ‘Thailand-Japan Investment Forum’ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พรีเซนท์นโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาที่รัฐบาลไทยเร่งดําเนินการ เพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ตอกย้ำไทยและญี่ปุ่นสัมพันธ์ทางการทูตแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 136 ปี พัฒนาก้าวหน้าขึ้นทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และสังคม ชูความยาวนานของแต่ละด้าน เช่น

1\. ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ที่กว่า 136 ปี เป็นมิตรแท้ที่มีความสัมพันธ์กันในทุกระดับ ทั้งราชวงศ์ รัฐบาลและภาคธุรกิจไปถึงภาคประชาชน มีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยกว่า 6,000 บริษัท มีชาวญี่ปุ่นในไทย 80,000 คน 

2\. รัฐบาลมีแนวทางในการผลักดันเศรษฐกิจไทย คาดหวังจะเป็นจุดหมายการลงทุนของญี่ปุ่น

วันนี้รัฐบาลมีแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว อุตสาหกรรมเอไอ การวิจัย และพัฒนาสตารท์อัพให้เติบโตในเวทีโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายญี่ปุ่นที่เน้นเทคโนโลยีคุณภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่บริษัทใหญ่ไปจนถึงบริษัทท้องถิ่น 

หวังว่าไทยจะเป็นจุดมุ่งหมายของพวกท่าน แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้น อัดเงินเข้าระบบ ดึงดูดนักท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าลำดับต้น เชื่อว่าขยายได้อีกครอบคลุมสินค้าได้หลากหลาย ด้านการลงทุน มีโครงการบีโอไอส่งเสริม 4,000 โครงการ การลงทุนญี่ปุ่นมีส่วนผลักดันให้เศรษกิจไทยโตอย่างสต่อเนื่อง

“ขอขอบคุณนักลงทุนญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับประเทศไทย เป็นเวลา 50 ปีที่อุตสาหกรรมญี่ปุ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เราไม่ลืมและสนัรบสนุนให้แข่งขันเติบโตได้เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโยยีใหม่ และส่งเสริมซอฟเพาเวอร์สู่ระดับสากล ด้วยการทูตเชิงวัฒนาธรรม พัฒนา 1 ครอบครัว 1 ซอฟ ต่อยอดภูมิปัญหา เป็นโอกาสต่อยอดของญี่ปุ่น”

3\. ด้านแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญของไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งทางถนน ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ยกระดับระบบคมนาคมขนส่งของ โดยมีหลายภาคส่วนที่มีความร่วมมือกับทางญี่ปุ่น ซึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอีอีซีแล้ว ขณะนี้รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 4 ล้านล้านเยน เพื่อสร้างเส้นทางการค้าการขนส่งใหม่ของโลกที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ด้วยท่าเรือ ระบบราง และระบบถนน ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาคและระดับโลก จึงขอเชิญชวนให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นเข้าร่วมศึกษาและลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ เสริมสร้างความเชื่อมโยงและซัพพลายเซนในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ผมในนามรัฐบาลไทยให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมุ่งมั่นจะยกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าขยายการเจรจาเอฟทีเอ กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และเร่งปรับปรุงบริการภาครัฐเพื่อทำให้การประกอบธุรกิจมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่รายสำคัญของไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากญี่ปุ่นทั้งรายเดิมและรายใหม่ และพร้อมร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่นในการยกระดับอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อความก้าวหน้าของทั้งสองประเทศต่อไป”

นายกฯ เศรษฐา กล่าว

thailand_Japan_investment_forum_boi_SPACEBAR_Photo01_9e7461816b.jpg

ผู้นำญี่ปุ่น หนุนไทย เป็นดีทรอยต์อาเซียนแข็งแกร่ง

ขณะที่ นายไซโต เค็น (H.E. Mr. Saito Ken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง กล่าวเช่นกันว่า ญี่ปุ่นและไทยเป็นพันธมิตรสำคัญร่วมสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมมาโดยตลอด มีอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลักบนพื้นฐานความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนาน และปีนี้ครบรอบ 50 ปี แห่งมิตรภาพญี่ปุ่นอาเซียน ความร่วมมือที่ผ่านมาได้สะสมความร่วมมือและสร้างความสัมพันที่แน่นแฟ้นมาโดยตลอด เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันในอีก 50 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งเน้นใน 3 ประเด็น คือ

1\. การสร้างอุตสาหกรรมในอนาคต เปิดสายงานที่ญี่ปุ่นถนัด เช่น พลังงานสะดาด รถยนต์ในยุคต่อไป การบินและอวากาศ รวมถึงการแพทย์ขึ้นสูง 

2\. ความมั่นคงด้านพลังงานและลดคาบอน ไปพร้อมกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะผลักดันความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมในการลดคาบอน เพราะญี่ปุ่นกำลังดำเนินการกับไทยอยู่หลายโครงการ และ

3\. การพัฒนาบุคคลที่เป็นพื้นฐานความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคต มีการเริ่มโครงการแลกเปลี่ยนนักธุรกิจรุ่นเยาว์ เพื่อให้มีความสัมพันธ์ร่วมกันเหมือนที่เรามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและความไว้วางใจซึ่งกันและกันตั้งแต่รุ่นก่อน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ผู้ผลิตญี่ปุ่นได้เข้ามาไทยในช่วงปี 1960 ตั้งแต่นั้นมา 60 ปี มีการสร้างงานร่วมกันในอุตสาหกรรมนี้อย่างมั่นคง แต่วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีการลงทุนของสหรัฐอเมริกาและจีนเพิ่มมากขึ้น การแข่งขันระดับโลกทวีความรุนแรง ญี่ปุ่นต้องการให้อาเซียนโดยเฉพาะไทย ที่ถูกขนาดนามว่าดีทรอยต์อาเซียนที่แข็งแกร่ง เป็นที่สร้างยานยนต์ในยุคต่อไป เพื่อให้แข่งขันในโลกได้ เพราะนอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังมีรถยนต์ไฮโดเจน และเอททานอล

“เราต้องพัมนาในเรื่องเหล่านี้ และต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกและพัฒนายานยนต์เชิงกุลยุทธ์ และจับตาตลาดส่งออกยุโรป ที่ต้องการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต ซึ่งเราต้องตอบสนองในเรื่องดังกล่าว และอยากทำงานให้ครอบคลุมกับประเทศไทย โดยร่วมมือกับนายเศรษฐา และรัฐบาลไทยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของสองประเทศ และเร่งสร้างศูนย์การผลิตและการส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกในยุคต่อไป และไม่ใช่แค่รถยนต์แต่ยังจะทำงานแข็งขันเพื่อกระชับความสัมพันธ์การลงทุนของทั้งสองประเทศในด้านต่างๆ ด้วย”

รมต.เศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าว

สำหรับเวทีสัมมนา Thailand-Japan Investment Forum ครั้งนี้ ยังมีนักธุรกิจญี่ปุ่นร่วมวงด้วยกว่า 500 คน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์