คณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถดิจิทัลประเทศไทย สภาผู้แทนราษฏร รายงาน ผลการศึกษาการขาดดุลดิจิทัลประเทศไทย ด้วยการรวบรวมข้อมูลจาก กรมสรรพากร, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) พบว่า ประเทศไทยมีตัวเลขการขาดดุลดิจิทัลอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง โดยมีการขาดดุลสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท
ตัวเลขเงินไหลออกนอกประเทศ ปีละเกือบ 3 แสนล้านบาท มาจากการซื้อบริการดิจิทัลจากต่างประเทศ โดยคนไทยและธุรกิจไทย จ่ายเงินให้แพลตฟอร์มหรือผู้ให้บริการต่างประเทศปีละเกือบ 3 แสนล้านบาท
ข้อมูลที่รวบรวมยังสะท้อนว่า คนไทยใช้บริการดิจิทัล มีค่าบริการต่อหัวรวมกันเฉลี่ย วันละ 712 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคือคนไทยทุกคนต้องจ่ายค่าเงินให้บริการดิจิทัลของต่างชาติ เฉลี่ย คนละ 4,000 บาทต่อปี
ข้อมูลจากฐานภาษีของกรมสรรพากร พบว่ามีอัตราจ่ายเงินออกไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น 36% ภายใน 3 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2565 จ่ายออก 199,562 ล้านบาที่ ปี 2566 จ่าย 216,880 ล้านบาท ปี 2567 มียอดรวม 246,319 ล้านบาท และ ปี 2568 การใช้จ่ายยังคงสูงต่อเนื่องที่ 261,912 ล้านบาท โดยกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฏร ยังระบุด้วยว่า หากรวม IP ตัวเลขแตะ 3.8 แสนล้านบาท
จากตัวเลข ทำให้ประเทศไทยขาดดุลดิจิทัลสูงถึง 2.6% ของ GDP ครองแชมป์อันดับ 1 ในอาเซียน ไปเรียบร้อย
เงินไหลไปลงที่ไหนมากที่สุด
การใช้จ่ายของคนไทยและธุรกิจไทย สูงสุด คือ โฆษณาออนไลน์ (Online Ads) 115,827 ล้านบาท รองลงมาคือ คลาวด์ ซอฟต์แวร์ และ AI ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด 56,343 ล้านบาท ถัดมาคือการ ซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือ E-Commerce 51,627 ล้านบาท บริการด้านความบันเทิง สตรีมมิ่ง หนัง เพลง เกม 29,393 ล้านบาท ปิดท้ายด้วยบริการที่มาจากธุรกิจการท่องเที่ยว การจองที่พักและตั๋วเดินทาง 6,949 ล้านบาท
กรมสรรพากร ยังรายงานว่า ท่ามกลางกระแสเงินที่เไหลออก รัฐเก็บได้แค่ 18,330 ล้านบาท ส่วน ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร เก็บไม่ได้เลยสักบาทเดียว เพราะธุรกิจแพลตฟอร์มข้ามชาติ ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย แถมยังมีแพลตฟอร์มต่างชาติอีก หลายพันรายที่ยังอยู่นอกระบบภาษี
อนุกรรมาธิการฯ เสนอหยุดรอยรั่วก่อนวิกฤต
เริ่มจากข้อเสนอเดิมๆ ที่มีความพยายามเรียกร้องมานานหลายปี คือ การจัดเก็บภาษีจาลตฟอร์มต่างประเทศ 181 แพลตฟอร์ม ให้เข้าระบบเข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย และปรับเกณฑ์ภาษีเงินได้ให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย
ทำบัญชีดุลดิจิทัล (Digital BoP) ให้ ธปท. กับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ETDA เชื่อมฐานข้อมูลธุรกรรมการเงินและภาษีเข้าด้วยกัน จะได้เห็นการไหลของเงินสดที่ชัดเจน สร้างอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) BOI, DEPA, NIA ต้องทุ่มงบปั้น AdTech, Cloud และ Software ไทย เพื่อทดแทนการนำเข้า
รัฐบาลต้อง Local First ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการไทย มากกว่าบริษัทเทคจากต่างประเทศ หันมาจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีของสตาร์ทอัพไทยเป็นลำดับแรก และเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล เปลี่ยนการเป็น "ผู้บริโภค" สู่เจ้าของเทคโนโลยีและเป็นผู้ให้บริการ




