ไทยเข้า OECD ถึงไหน? เปิดด่านปฏิรูป-ต้านคอร์รัปชัน

19 ต.ค. 2569 - 10:43

  • ไทยเข้าสู่ขั้นประเมินกฎหมายและนโยบายโดยคณะกรรมการ OECD 25 คณะ คำชื่นชมความมุ่งมั่นยังต้องตามด้วยผลการปฏิรูป

  • เปิดรายงาน OECD พบช่องว่างระหว่างกฎระเบียบกับการปฏิบัติ โดยเฉพาะผลประโยชน์ทับซ้อนและการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ

  • คนไทยควรได้เห็นบริการรัฐโปร่งใส ลดภาระทำธุรกิจ และแข่งขันเป็นธรรมขึ้น พร้อมติดตามเป้าหมายสมาชิกปี 2571

ไทยเข้า OECD ถึงไหน? เปิดด่านปฏิรูป-ต้านคอร์รัปชัน

ไทยเข้าใกล้ OECD ถึงไหน? เปิดด่านปฏิรูป-ต้านคอร์รัปชันที่ต้องพิสูจน์

คำชื่นชมจากเลขาธิการ OECD ต่อความมุ่งมั่นของไทย ทำให้เป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ขณะที่กระบวนการกำลังเดินเข้าสู่รายละเอียดสำคัญ ทั้งการตรวจสอบกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนทำธุรกิจ การใช้เงินภาษี และโอกาสของประชาชน

การพบหารือระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ มาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ส่งสัญญาณบวกต่อเส้นทางเข้าเป็นสมาชิกของไทย หลังเลขาธิการ OECDแสดงความเชื่อมั่นต่อความจริงจังของรัฐบาล และพร้อมสนับสนุนกระบวนการอย่างใกล้ชิด

ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับสุนทรพจน์ของคอร์มันน์บนเวที Future-Ready Economy 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งกล่าวถึงความมุ่งมั่นของไทย การส่งเอกสารประเมินตนเอง และการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมระบุว่าคณะกรรมการ OECD 25 คณะกำลังทำงานร่วมกับไทยเพื่อทบทวนกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติในเชิงลึก ... ความคืบหน้าเหล่านี้จะพาไทยไปถึงขั้นไหน และสิ่งใดต้องเกิดขึ้นต่อจากคำประกาศความพร้อม

จากความมุ่งมั่น สู่การตรวจสอบความพร้อมจริง

หลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าไทยเดินหน้าในกระบวนการ คือการส่งบันทึกเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum ให้ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เอกสารนี้เป็นการประเมินตนเองว่ากฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เพียงใด และเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนตรวจสอบทางเทคนิค ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่การลงทุน ตลาดการเงิน ไปจนถึงการพัฒนาภูมิภาค

ขั้นตอนต่อจากนี้ต้องลงรายละเอียดว่าเรื่องใดสอดคล้องแล้ว เรื่องใดต้องปรับปรุง และไทยมีความสามารถนำมาตรฐานไปปฏิบัติได้จริงเพียงใด การทบทวนอาจนำไปสู่ข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมาย นโยบาย หรือวิธีดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ก่อนคณะกรรมการแต่ละด้านจะออกความเห็นอย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ระบุว่า มีกำหนดประชุมเก็บข้อเท็จจริงกับคณะ OECD ระหว่างวันที่ 19-20 ตุลาคม 2569 ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก โดยก่อนหน้านี้ได้หารือถึงการพัฒนาตัวชี้วัดความซื่อตรงภาครัฐและการเตรียมความพร้อมรับการประชุมดังกล่าว

จึงกล่าวได้ว่าไทยกำลังเดินหน้าในขั้นประเมินความพร้อม ส่วนเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 ที่รัฐบาลวางไว้ ยังต้องขึ้นอยู่กับผลการทบทวนและการปรับปรุงในแต่ละด้าน ท้ายที่สุด สภา OECD ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์เชิญไทยเข้าเป็นสมาชิก ก่อนดำเนินกระบวนการทางกฎหมายจนเสร็จสมบูรณ์

ด่านคอร์รัปชัน ต้องมองให้ถึงการบังคับใช้

แม้ข้อมูลการหารือวันที่ 16 ตุลาคมที่เผยแพร่ข้างต้นไม่ได้แจกแจงประเด็นคอร์รัปชันโดยตรง แต่เรื่องนี้อยู่ในกรอบการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งครอบคลุมทั้งธรรมาภิบาล ความซื่อตรง และการต่อต้านทุจริตอย่างชัดเจน

รายงาน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 ในส่วนประเทศไทย ช่วยให้เห็นโจทย์ที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างการมีกฎระเบียบกับการนำไปปฏิบัติ

ด้านผลประโยชน์ทับซ้อน ไทยทำได้ร้อยละ 78 ของเกณฑ์ด้านกฎระเบียบ แต่ทำได้ร้อยละ 11 ของเกณฑ์ด้านการปฏิบัติ เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ร้อยละ 80 และร้อยละ 45 ตามลำดับ ส่วนด้านการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ ไทยทำได้ร้อยละ 33 ของเกณฑ์ด้านกฎระเบียบ และร้อยละ 42 ด้านการปฏิบัติ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ร้อยละ 72 และร้อยละ 62

ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัดส่วนเกณฑ์ที่ประเทศทำได้ในแต่ละด้าน ใช้ข้อมูลปี 2568 หรือปีล่าสุดที่มี โดยดึงข้อมูล ณ วันที่ 7 มีนาคม 2569 จึงต้องอ่านในฐานะภาพสะท้อนระบบความซื่อตรงภาครัฐ ไม่ใช่อัตราการเกิดทุจริตหรือคะแนนตัดสินการเข้าเป็นสมาชิก

ประเด็นที่ต้องติดตามคือ เมื่อมีกติกาป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว หน่วยงานรัฐนำไปบังคับใช้ได้จริงเพียงใด และตรวจสอบการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้องได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือเมื่อประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล การขอข้อมูลสำคัญทำได้สะดวกและทันต่อการตรวจสอบเพียงใด คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้สังคมประเมินผลของการปฏิรูปได้ชัดกว่าการนับจำนวนกฎหมายหรือแผนงาน

ด้าน ป.ป.ท. รายงานความคืบหน้ามาตรการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตธุรกิจโรงแรมเพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ระบบ การร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนเพื่อลดความเสี่ยงทุจริต และการพัฒนาบริการภาครัฐดิจิทัล ประเด็นที่ควรติดตามต่อคือมาตรการเหล่านี้ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ และทำให้ตรวจสอบการให้บริการได้มากขึ้นเพียงใด

คนไทยได้อะไร ต้องวัดจากสิ่งที่เปลี่ยน

สำหรับประชาชน ความหมายของการเดินหน้าเข้า OECD จะชัดขึ้นเมื่อเชื่อมกับปัญหาใกล้ตัว ผู้ประกอบการรายเล็กต้องการกระบวนการขออนุญาตที่มีกติกาแน่นอน คนเสียภาษีต้องการตรวจสอบการใช้เงินรัฐ ส่วนคนทำงานต้องการโอกาสพัฒนาทักษะและรายได้ที่เติบโตตามเศรษฐกิจ

OECD เสนอไว้ในรายงานเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า การปรับนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขัน ลดภาระกฎระเบียบ และต่อต้านคอร์รัปชัน จะช่วยให้จัดสรรทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการเติบโต ขณะที่ผลิตภาพแรงงานไทยเติบโตเฉลี่ยลดลงจากร้อยละ 4.8 ต่อปีในช่วงปี 2553–2558 เหลือร้อยละ 2.1 ในช่วงปี 2558–2566

ในมุมนี้ การลดช่องทางเรียกรับผลประโยชน์การเปิดเผยข้อมูล และการทำให้กฎระเบียบเป็นธรรม จึงเกี่ยวข้องกับความสามารถแข่งขันของประเทศ เพราะช่วยให้ธุรกิจใช้ทรัพยากรไปกับการพัฒนาสินค้า บริการ และคนทำงานได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวต้องอาศัยการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจริง การติดตามความคืบหน้าจึงควรถามให้ถึงว่า กฎหมายใดได้รับการปรับปรุง ขั้นตอนใดลดลง ข้อมูลใดเปิดเผยเพิ่มขึ้น และประชาชนใช้สิทธิตรวจสอบได้สะดวกกว่าเดิมอย่างไร

คำชื่นชมจาก OECD เป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อความมุ่งมั่นของไทย ส่วนก้าวต่อไปที่คนไทยควรเห็น คือหลักฐานว่าความมุ่งมั่นนั้นทำให้รัฐโปร่งใสขึ้น ธุรกิจแข่งขันได้เป็นธรรมขึ้น และบริการสาธารณะตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้นเพียงใด นั่นจะทำให้ความคืบหน้าบนเส้นทางเข้าเป็นสมาชิกมีความหมายต่อชีวิตคนไทยตั้งแต่ระหว่างทาง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์