จาก ‘คำเตือน’ ของภาคเอกชน สู่ ‘บทพิสูจน์’ ของภาครัฐ เมื่อ OECD ไม่ได้ดูเพียงว่าประเทศไทยประกาศจะปราบคอร์รัปชันหรือไม่ แต่กำลังจับตาว่ารัฐบาลเปลี่ยนคำมั่นให้เป็นการปฏิรูปที่วัดผลได้แล้วหรือยัง
ผ่านมาเกือบ 2 เดือน...ประเทศไทยเดินไปถึงไหนแล้ว
ผ่านมาเกือบ 2 เดือน นับตั้งแต่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชันและการเรียกรับสินบนในภาครัฐ พร้อมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบราชการ เพื่อลดต้นทุนแฝงที่กำลังกัดกินศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ผลสำรวจครั้งนั้นไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะในแวดวงธุรกิจ หากยังสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสินบนและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน การดำเนินธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยมีปัญหาคอร์รัปชันหรือไม่” แต่คือ
“หลังจาก กกร. เปิดแผลครั้งใหญ่ รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขไปถึงไหนแล้ว”
คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อประเทศไทยกำลังอยู่บนเส้นทางสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 ซึ่งการประเมินของ OECD ไม่ได้ดูเฉพาะเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่พิจารณาว่าประเทศสามารถยกระดับกฎหมาย ระบบราชการ และการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้จริงหรือไม่
หากใน EP.1 ซีรีส์นี้ เราได้ถอดรหัสว่าเหตุใด OECD จึงมอง ‘คอร์รัปชัน’ เป็นโจทย์เศรษฐกิจ
EP.2 จะพาไปสำรวจว่า ประเทศไทยเริ่มแก้โจทย์นั้นแล้วมากน้อยเพียงใด
จาก ‘เปิดแผล’ สู่ ‘การบ้านรัฐบาล’
ผลสำรวจของ กกร. ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขเกี่ยวกับการเรียกรับสินบน แต่ยังส่งสารตรงถึงรัฐบาลว่า ต้นทุนที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับไม่ได้เกิดจากภาษีหรือราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงต้นทุนที่มองไม่เห็นจากขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และกระบวนการอนุมัติที่เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์
ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องกับมุมมองของ OECD ที่ระบุว่า คอร์รัปชันไม่ใช่เพียงปัญหาด้านคุณธรรม แต่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะทำให้ต้นทุนของธุรกิจสูงขึ้น ลดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ดังนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ได้จบเพียงการจับกุมหรือดำเนินคดีเป็นรายกรณี แต่ต้องเปลี่ยน ‘ระบบ’ ที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง
และนี่คือเหตุผลที่ OECD ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมาย การลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มากพอ ๆ กับการปราบปรามการทุจริต
รัฐบาลไทยเดินหน้าอะไรแล้วบ้าง?
หลังประกาศเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 รัฐบาลได้ทยอยขับเคลื่อนมาตรการหลายด้านเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของภาครัฐ แม้หลายโครงการจะเริ่มดำเนินการมาก่อนผลสำรวจของ กกร. แต่ก็ถูกเร่งให้มีความชัดเจนมากขึ้นภายใต้เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD
1. เดินหน้าสู่ OECD Anti-Bribery Convention
หนึ่งในก้าวสำคัญ คือ การที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศของ OECD (OECD Anti-Bribery Convention)
อนุสัญญาฉบับนี้ถือเป็นมาตรฐานสำคัญของประเทศสมาชิก OECD เพราะกำหนดให้แต่ละประเทศต้องมีกฎหมายเอาผิดบุคคลหรือบริษัทของตนเอง หากไปติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศ รวมถึงต้องมีระบบสืบสวนและดำเนินคดีที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมอนุสัญญานี้หมายถึงการต้องปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ และยกระดับกลไกการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
2. ตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต”
รัฐบาลจัดตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ ได้ผลักดันมาตรการหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือ
“1 กรม 1 โปร่งใสไร้สินบน”
แนวคิดสำคัญคือให้ทุกกรมวิเคราะห์กระบวนการทำงานของตนเอง ค้นหาจุดเสี่ยงต่อการเรียกรับสินบน และกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม
แทนที่จะรอให้เกิดการร้องเรียนหรือดำเนินคดีภายหลัง
3. ใช้ AI เปรียบเทียบกฎหมายไทยกับมาตรฐาน OECD
หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจ คือ TH2OECD
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Retrieval-Augmented Generation (RAG) มาช่วยวิเคราะห์กฎหมายไทยหลายพันฉบับ เปรียบเทียบกับตราสาร กฎหมาย และข้อแนะนำของ OECD
เป้าหมายไม่ใช่การให้ AI ตัดสินว่ากฎหมายใดถูกหรือผิด แต่ช่วยค้นหาช่องว่าง (Gap Analysis) ระหว่างกฎหมายไทยกับมาตรฐาน OECD เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งปรับปรุงกฎหมายได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
โครงการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของการปฏิรูปกฎหมาย ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยย่นระยะเวลาการศึกษาข้อมูลจำนวนมหาศาล
4. ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
อีกก้าวหนึ่ง คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
สาระสำคัญ คือ การเพิ่มกลไกคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ที่แจ้งเบาะแส
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังมองว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะยังไม่ใช่กฎหมายเฉพาะด้านการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Law) ตามแนวทางที่ OECD ให้ความสำคัญ
5. เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล ลดพื้นที่การใช้ดุลพินิจ
OECD มองว่า หนึ่งในวิธีลดคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน และเปลี่ยนขั้นตอนราชการให้เป็นระบบดิจิทัล
ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงเดินหน้าพัฒนา Digital Government อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ การให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการลดการใช้เอกสารกระดาษ
แนวคิดสำคัญคือ "ยิ่งระบบอัตโนมัติมากเท่าไร โอกาสใช้ดุลพินิจโดยไม่จำเป็นก็ยิ่งลดลง"
6. ขยายการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data)
การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ OECD สนับสนุน
รัฐบาลไทยจึงผลักดันการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐได้สะดวกขึ้น
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักว่า “ข้อมูลที่เปิดเผยได้ ย่อมตรวจสอบได้”
7. พัฒนาระบบ e-GP
ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
เป้าหมายคือ ลดการติดต่อโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน เพิ่มการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และเปิดเผยข้อมูลให้สามารถติดตามย้อนหลังได้
แม้ e-GP จะช่วยลดช่องว่างบางส่วน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งยังเสนอให้เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลในเชิงลึก เช่น ราคากลาง รายละเอียดสัญญา และข้อมูลผู้รับงาน เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
8. Regulatory Guillotine ตัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญ คือ Regulatory Guillotine หรือการทบทวนและยกเลิกกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนราชการที่ล้าสมัยหรือซ้ำซ้อน
นอกจากช่วยอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแล้ว ยังมีเป้าหมายลด ‘พื้นที่ต่อรอง’ ที่อาจนำไปสู่การเรียกรับสินบน
OECD มองว่ากฎระเบียบที่ซับซ้อนเกินจำเป็น ไม่เพียงสร้างภาระให้ธุรกิจ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน

แม้ขยับแล้ว...แต่ OECD ยังเห็น ‘ช่องว่าง’
แม้มาตรการหลายด้านจะเริ่มเดินหน้า แต่สำหรับ OECD การประกาศนโยบายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อพิจารณาข้อเสนอแนะของ OECD รวมถึงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาล ยังพบว่าไทยมีโจทย์สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน
1. กฎหมายยังมีช่องว่าง
ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกลางว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในที่ทำงานอย่างครบวงจร ทำให้ผู้แจ้งข้อมูลจำนวนมากยังเผชิญความเสี่ยงถูกตอบโต้ ถูกโยกย้าย หรือถูกเลิกจ้าง
อีกประเด็นหนึ่ง คือ ไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมการล็อบบี้ (Lobbying) เพื่อกำหนดกรอบความโปร่งใสในการติดต่อระหว่างภาคธุรกิจกับผู้กำหนดนโยบาย
หลายประเทศสมาชิก OECD มีกฎหมายลักษณะนี้เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ
2. การบังคับใช้กฎหมายยังเป็นโจทย์ใหญ่
OECD ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายไม่แพ้ตัวบทกฎหมาย
แม้ไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับ แต่การดำเนินคดีทุจริต โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือคดีมูลค่าสูง ยังถูกตั้งคำถามถึงความต่อเนื่อง ความรวดเร็ว และประสิทธิภาพ
ภาพลักษณ์ของ "วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) จึงยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องแก้ไข
3. ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐยังสูง
ผลสำรวจของ กกร. สะท้อนว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คือกระบวนการอนุญาต อนุมัติ และกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐที่ยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจจำนวนมาก
ยิ่งขั้นตอนซับซ้อนมากเท่าไร โอกาสเรียกรับผลประโยชน์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ OECD สนับสนุนการลดขั้นตอนราชการ การใช้ระบบดิจิทัล และการเปิดเผยข้อมูลควบคู่กัน
เส้นทางสู่ OECD วัดกันที่ ‘ผลลัพธ์’
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเริ่มขยับในหลายมิติ ทั้งการปรับกฎหมาย การตั้งกลไกขับเคลื่อนระดับชาติ การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์กฎหมาย การผลักดันรัฐบาลดิจิทัล และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐมากขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD
อย่างไรก็ตาม สำหรับ OECD การเริ่มต้นปฏิรูปเป็นเพียงก้าวแรก สิ่งที่จะถูกจับตาต่อจากนี้ คือมาตรการเหล่านั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ทั้งการลดโอกาสการเรียกรับสินบน การลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน
เพราะเส้นทางสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้วัดกันที่จำนวนคณะกรรมการหรือกฎหมายที่ประกาศใช้ แต่คือผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ว่า ประเทศไทยมีระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
แล้ว OECD ยังมองว่าไทยมี ‘การบ้าน’ เรื่องใดอีกบ้าง? ช่องว่างสำคัญที่ยังต้องเร่งปิดคืออะไร และเหตุใดประเด็นเหล่านี้จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ติดตามต่อในซีรีส์ Thailand × OECD |ถอดรหัสไทย
EP.3 : OECD ยังให้การบ้านอะไรไทย? ถอดรหัสช่องว่างที่ยังต้องเร่งปิด





